“ประจิน” ตั้งเป้าปี 61 เน็ตคลุมทั่วประเทศ กว่า7 หมื่นหมู่บ้าน “ก.ดีอี” จดปากกา MOU ตั้ง “GEN Asia”
“ประจิน” ตั้งเป้าปี61 เน็ตคลุมทั่วประเทศ กว่า7 หมื่นหมู่บ้าน “ก.ดีอี” จดปากกา MOU ตั้ง “GEN Asia” ศูนย์ความร่วมมือสตาร์ทอัพระดับภูมิภาค “CAT” ดึงพันธมิตรโชว์เทคโนโลยี สุดล้ำ
วันที่ 21 ก.ย.พลอากาศเอกประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในงาน Digital Thailand Big Bang 2017 ว่า รัฐบาลยุคปัจจุบันได้มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะยาวตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยในปี 2560 โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ลงทุนไว้จะเกิดผลสัมฤทธิ์แล้ว และเป็นฐานในการพัฒนาต่อยอดทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ทุนมนุษย์ และภาครัฐ ซึ่งกระทรวงดิจิทัลฯในฐานะที่เป็นผู้ดําเนินการหลักได้ร่วมกับภาครัฐ และเอกชนในการวางโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมพิ้นที่ทั่วประเทศ ด้วยราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม ซึ่งผลจากโครงการเน็ตประชารัฐ ภายในสิ้นปี 2560 ชุมชนจํานวน 24,700 หมู่บ้าน สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และจุดกระจายสัญญาณ Free Wifi หมู่บ้านละ 1 จุด และภายในสิ้นปี 2561จะมีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเข้าถึง 74,965 หมู่บ้าน ซึ่งครอบคลุมพิ้นที่ที่ทั้งหมดทั่วประเทศ
ส่วนโครงการที่อยู่ระหว่างการดําเนินงาน อาทิ โครงการดิจิทัลชุมชนด้าน e-Commerce โดยใช้ประโยชน์จากเน็ตประชารัฐอยู่ระหว่างหารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อกําหนดแนวทางพัฒนาระบบ e-Market Place กลาง และระบบจัดการร้านค้า การพัฒนาระบบ e-Logistics และ e-payment ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ขอให้ทุกกระทรวงคํานึงถึงผลประโยชน์จากการใช้เน็ตประชารัฐในการยกระดับการให้บริการสาธารณะสําหรับประชาชน
พลอากาศเอกประจิน กล่าวว่า ทั้งนี้เทคโนโลยีดิจิทัลไม่ใช้เป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุนการทํางานแต่สามารถกลมกลืนเข้ากับชีวิตประจําวัน และรวมเข้าไลฟ์สไตล์จนกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นพลังผลักดันให้ทั้งประเทศเปลี่ยนแปลงไปถึงระดับรากฐาน อาทิ ชีวิตของคน- ครอบครัว ที่ทุกวันนี้คนใช้งานเทคโนโลยีที่เรียกว่า Internet of Thing โดยไม่รู้ตัว ซึ่งได้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์ในมือไม่ว่าจะเป็นtablet ,smart phone หรืออุปกรณ์อื่นๆ ทําให้เราสามารถเชื่อมต่อระหว่าง คน สัตว์ สิ่งของ โดยมีเซนเซอร์ที่ติดเข้ากับอุปกรณ์ต่างๆ เป็นตัวเชื่อมโยง เช่น เย็นอัจฉริยะ และนาฬิกาอัจฉริยะ
ขณะที่ในงานบริการของภาครัฐที่จะนําเทคโนโลยีและอุปกรณ์ดิจิทัลมาใช้ในการปฏิบัติงาน ยังมุ่งเน้นในเรื่องบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ทําให้ข้อมูลของประชาชนเป็นภาพเดียว ช่วยให้ตอบโจทย์การอํานวยความสะดวกให้แก่ประชาชนได้มากขี้น เช่น ภาคเกษตรในการหาความรู้และทําการตลาดผ่านอินเทอร์เน็ต ,ภาคอุตสาหกรรม เพื่อมุ่งสู่การเป็น industry 4.0 ,ภาคบริการ ที่นิยมนําเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลมาใช้ในการบริหาร และการพลิกโฉมธุรกิจไปสู่ธุรกิจรูปแบบใหม่ๆด้วยข้อมูล และภาคการเงิน ที่ความนิยมใช้เงินอิเล็กทรอนิกส์ (บัตรเครดิต, e-payment) เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จะช่วยลดต้นทุนในการบริหารเงินสดของธนาคาร ในอนาคต และอาจใช้สกุลเงินในรูปแบบของดิจิทัล (Bitcoin) เข้ามาแทน
“จากการสํารวจของ Akami Technologies4 พบว่า ไตรมาสแรกของปี 2560 ความเร็วอินเทอร์เน็ตทั่วโลกอยู่ที่ 7.2 Mbps ประเทศไทยอยู่ในลําดับที่ 21 ของโลก ความเร็วเฉลี่ย 16 Mbps โดยประเทศที่มีความเร็วอินเทอร์เน็ตสูงที่สุดในโลก 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 เกาหลีใต้ ความเร็วเฉลี่ย 28.6 Mbps ,อันดับ 2 นอร์เวย์ความเร็วเฉลี่ย 23.5 Mbps และอันดับ 3 สวีเดน ความเร็วเฉลี่ย 22.5 Mbps ซึ่งจากนี้ไปประเทศไทยจะถูกขับเคลื่อนสู่ระบบเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล โดยมีเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นตัวเร่งสําคัญ เช่น XaaS ,Cybersecurity และ Artificial Intelligence เป็นต้น และด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเหล่านี้จะมาเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมและสังคม สร้างตลาดใหม่ เกิดผู้บริโภคกลุ่มใหม่ รูปแบบธุรกิจใหม่ ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเดิมในรูปแบบเพื่อขับเคลื่อนโอกาสการเติบโตทั่วโลก”พลอากาศเอกประจิน
ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(เอ็มโอยู)ระดับนานาชาติในด้านดิจิทัลหลายหน่วยงาน โดยเอ็มโอยูหลักๆ คือการลงนามร่วมกับ GEN (Global Entrepreneurship Network) ศูนย์ความร่วมมือสตาร์ทอัพระดับโลก มีประเทศสมาชิกกว่า165ประเทศ โดยวัตถุประสงค์ในการลงนามครั้งนี้ เพื่อจัดตั้งGEN Asia ซึ่งเป็นศูนย์ความร่วมมือสตาร์ทอัพระดับภูมิภาคแห่งที่ 2 โดยมีศูนย์กลางการดำเนินงานที่กรุงเทพมหานคร
อย่างไรก็ตามหลังจากนี้จะผลักดันความร่วมมือด้านการสนับสนุนสตาร์ทอัพในเอเชียเป็นรูปธรรม ผ่านการจัดสัมมนา และกิจกรรมเชื่อมโยงสตาร์ทอัพระหว่างประเทศ สำหรับในประเทศไทยเน้นสนับสนุนสตาร์ทอัพ ผ่าน2ช่องทาง ได้แก่ 1.การร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในประเทศบ่มเพาะสตาร์ทอัพในกลุ่มนักศึกษา และ2.ระดมทุน Angel Fund ช่วยเหลือสตาร์ทอัพระยะเริ่มต้น โดยอาจดึงเงินสนับสนุนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันไทยมีสตาร์ทอัพทั้งสิ้นประมาณ 5 พันราย