จับตาขบวนการจ้องล้มสรรหา กสทช.ชุดใหม่ในการประชุมวุฒิสภา 15 ก.พ.64 เดินตามกรอบ หรือตามใบสั่ง
มหากาพย์ขบวนการจ้องล้มกระบวนการสรรหา กสทช.ยังไม่จบ ล่าสุดมีรายงานว่า มีความพยายามแทรกแซงวุฒิสภาของบุคคลระดับบิ๊กรัฐบาล ผ่านเครือข่าย ส.ว.อักษรย่อ “ฉ.” เดินสายล็อบบี้เพื่อนสมาชิก ส.ว.ขอให้ลงมติรับร่างพระราชบัญญัติ องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่...) พ.ศ.... หรือ พ.ร.บ.กสทช.ซึ่งเป็นการพิจารณา ตามร่างที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากมีเนื้อหากำหนดให้สรรหากรรมการ กสทช.ชุดใหม่ภายใน 15 วันนับจากกฎหมายใหม่มีผลบังคับใช้ อาจกระทบต่อกรรมการ กสทช.ที่อยู่ระหว่างการสรรหาจากผู้สมัคร 80 คน จนเหลือ 14 คน
โดยงานนี้ถือว่า ไม่รักษาศักดิ์ศรีของคณะกรรมมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.กสทช.ของวุฒิสภา ที่มีการปรับแก้ไขร่าง พรบ. กสทช.ที่กำหนดมาตรา 10 ไว้เป็นบทเฉพาะกาล ไม่รอนสิทธิของบุคคลที่กำลังอยู่ในการกระบวนการสรรหาอยู่ในขณะนี้ โดยสาระของมาตรา 10 ในร่างแก้ไขของคณะกรรมาธิการฯนั้น คุ้มครองให้กรรมการกสทช.ชุดที่กำลังสรรหาอยู่ในขณะนี้ มีวาระการดำรงชั่วคราว 3 ปี และไม่ตัดสิทธิให้เข้ารับการสรรหาใหม่อีก 1 วาระ(6ปี) ซึ่งถือว่าเหมาะสมกว่าร่างที่ผ่านมติของสภาผู้แทนราษฎร เป็นอย่างมาก
ไม่เท่านั้นมีรายงานด้วยว่า ส.ว.อักษรย่อ “ฉ.”ยังเคลื่อนไหวกดดันไม่ให้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.กสทช.ของวุฒิสภาได้ทำงานต่อไป เพื่อเปิดทางให้วุฒิสภาซีกของตนเอง ได้ผ่านร่าง พ.ร.บ.กสทช.ฉบับของสภาผู้แทนราษฎร ถือเป็นการสกัดไม่ให้กรรมาธิการฯที่ยึดมั่นในหลักการ ได้ทำหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย
อย่างไรก็ตามร่าง พรบ กสทช.ฉบับของสภาผู้แทนราษฎร ยังขาดความเหมาะสมและไม่มีความสมบูรณ์มากมายหลายประเด็นที่ยังมีประเด็นต้องใช้เวลาในการแปรญัตติอย่างรอบครอบ เนื่องจาก กสทช.นั้นเป็นองค์กรอิสระมีหน้าที่กำกับดูแลทรัพยากรคลื่นความถี่ของชาติ จึงมีความจำเป็นต้องให้เวลานการพิจารณา พรบ.กสทช.อย่างรอบคอบ
ที่สำคัญคือร่าง พรบ.กสทช.ฉบับใหม่ มีการตัด กสทช.ด้านกฎหมาย ด้านเศรษฐศาสตร์ และด้านวิศวกรรมออกไปจาก พรบ.กสทช.พ.ศ. 2560 ฉบับที่ 2 ซึ่งกำหนดให้มีกรรมการ กสทช. 7 ด้านประกอบด้วย 1.ด้านกิจการกระจายเสียง 2.ด้านกิจการโทรทัศน์ 3.ด้านกิจการโทรคมนาคม 4.ด้านวิศวกรรม 5.ด้านกฎหมาย 6.ด้านเศรษฐศาสตร์ 7.ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคหรือส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
ในขณะที่ร่าง พรบ.กสทช.ฉบับใหม่ กำหนดโครงสร้างของคณะกรรมการ กสทช.ประกอบด้วย 1.ด้านกิจการกระจายเสียง 2. ด้านกิจการโทรทัศน์ 3.ด้านกิจการโทรคมนาคม 4.ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค 5.ด้านส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน 6.ด้านอื่นๆที่จะยังประโยชน์ต่อการปฎิบัติหน้าที่ของกสทช. จำนวน2คน
จะเห็นได้ว่าร่าง พรบ.กสทช.ฉบับใหม่นี้ยังมีจุดอ่อน อาจทำให้ขาดความชัดเจนเรื่องคุณสมบัติของ กสทช.ด้านอื่นๆ ซึ่งอาจทำให้การสรรหา กสทช.ที่มีคุณสมบัติไม่เหมาะสม และตรงกับความต้องการตามภารกิจหลักของ กสทช.
นอกจากนี้ กสทช.ทั้ง 3 ด้านที่ถูกตัดออกไปนั้นอาจทำให้ภารกิจของ กสทช.ขาดความสมบูรณ์ในการกำกับดูแลและส่งเสริมอุตสาหกรรม ด้วยเหตุผลดังนี้
1.ด้านกฎหมาย
เนื่องจาก กสทช.เป็นองค์กำกับดูแลกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคม รวมทั้งกิจการดาวเทียมที่มีความจำเป็นต้องมีการออกประกาศ บังคับการใช้กฎหมายตามอำนาจของกสทช. นอกจากนี้ยังมีการทำงานร่วมกัน และเจรจาข้อตกลงกับหน่วยงานกำกับระหว่างประเทศซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องกฎหมาย ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องมีกสทช.ด้านกฎหมาย
2. ด้านวิศวกรรม
เนื่องจากกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคม รวมทั้งกิจการดาวเทียมเกี่ยวข้องกับงานทางด้านวิศวกรรมโดยตรงซึ่งต้องใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านวิศวกรรมในการกำหนดนโยบายในการการกำกับดูแลและส่งเสริมให้เลือกใช้เทคโนโลยีทางด้านวิศวกรรมที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย
3.ด้านเศรษฐศาสตร์
การกำกับดูแลและส่งเสริมกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคม รวมทั้งกิจการดาวเทียมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศนั้นมีความจำเป็นต้องต้องใช้ความรู้และประสบการณ์ทางด้านเศรษฐศาสตร์ในการบริหารระบนิเวศน์ทรัพยากรคลื่นความถี่และสิทธิการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมให้มีความสมดุล มีความทั่วถึง คุ้มค่าต่อการลงทุน ขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศให้เจริญเติบโตอย่างมั่นคงยั่งยืน
ดังนั้นกระบวนการสรรหา กสทช. และกระบวนการร่าง พรบ.กสทช. ฉบับใหม่นั้นจะต้องมีความรอบคอบ โปร่งใส ตรวจสอบได้ ที่สำคัญคือมีประสิทธิภาพในการทำงานกับบริบทที่เปลี่ยนไป ฉะนั้นจึงต้องระมัดระวังมิให้ พรบ.กสทช.ฉบับใหม่ กลายเป็นอุปสรรคทำให้กระบวนการสรรหา กสทช.ที่กำลังดำเนินอยู่ขณะนี้ต้องถูกยกเลิกและต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ในการสรรหา กสทช.ตามพรบ.กสทช.ฉบับใหม่ ซึ่งหากกระบวนการล้มไป อาจต้องใช้เวลาเป็นเกือบหนึ่งปีสำหรับกระบวนการสรรหา ทำให้สิ้นเปลืองเวลาและงบประมาณของประเทศและต้องปล่อยให้ คณะกรรมการ กสทช.ซึ่งรักษาการณ์ กสทช.ชุดปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งมาแล้วมากกว่า 10 ปี ทั้งที่วาระการดำรงตำแหน่งกสทช.นั้นมีวาระเพียง6 ปีเท่านั้น ซึ่งมีเสียงวิจารณ์ว่า กสทช.ชุดนี้รักษาการณ์นานจนมากเกินไปหากต้องทำหน้าที่ต่อไปอีกอย่างน้อย1 ปี
อย่างไรก็ดีต้องจับตาการประชุมวุฒิสภาวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 ว่าวุฒิสภาจะดำรงค์ซึ่งศักดิ์ศรีในฐานะสภากลั่นกรองกฎหมาย โดยรับร่าง พรบ.กสทช.ฉบับของกรรมาธิการวิสามัญวุฒิสภา ซึ่งวุฒิสภาเป็นผู้แต่งตั้งขึ้นมาทำหน้าที่ในการตรวจสอบแก้ไขปรับปรุงร่างของ พรบ.กสทช.ฉบับส.ส.เอง หรือทำตามคำสั่งของบิ๊กรัฐบาลที่ต้องการล้มการสรรหา กสทช. เพียงเพราะต้องการให้คนใกล้ชิดที่ตกรอบแรกของการสรรหาเข้ามาสมัครใหม่ หากเลือกทำเช่นนั้น วุฒิสภาต้องตอบคำถามสังคมได้อย่างไร