สอวช.เร่งเครื่องสร้างนวัตกรรรมผลิตกำลังคน นำ 'อววน.' สู่ท้องถิ่นช่วยชุมชนกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

เทคโนโลยี-ไอที24 ธ.ค. 2564 • 10:52 น.
สอวช.เร่งเครื่องสร้างนวัตกรรรมผลิตกำลังคน  นำ 'อววน.' สู่ท้องถิ่นช่วยชุมชนกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวว่า ตลอดปี 2564 ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ได้รับผลกระทบจาการสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจอย่างมหาศาล สอวช. ในฐานะเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการใช้การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อววน.) เป็นเครื่องมือสำหรับการฟื้นตัวของประเทศ ได้วางมาตรการฟื้นตัวหลังโควิดไว้ 2 - 3 เรื่อง โดยสิ่งที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนคือ สนับสนุนให้เกิดการลงทุนในประเทศ ในมุมของ สอวช. สิ่งที่ทำได้คือ การสร้างนวัตกรรมและสร้างกำลังคนสนับสนุนการลงทุน โดยได้ลงนามความร่วมมือกับ สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและ นวัตกรรม (สป.อว.), สภาคณบดีคณะวิทยาศาสตร์, สภาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ และบีโอไอ ร่วมกันผลิตกำลังคนด้านวิศวกรรมศาสตร์ 10,000 คน และด้านวิทยาศาสตร์ 10,000 คน รวมเป็น 20,000 คนต่อปี โดยกำลังคนที่ผลิตนั้น มีคุณสมบัติและทักษะเฉพาะ เพื่อตอบสนองการลงทุนของภาคเอกชนตามความต้องการที่แท้จริง นอกจากนี้ยังได้จัดทำแพลตฟอร์มการอุดมศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการอุดมศึกษา ผ่านกระบวนการแซนด์บอกซ์ (Sandbox) หรือ Higher Education โดยที่หลักสูตรอาจแตกต่างไปจากมาตรฐานในปัจจุบัน ทั้งนี้ เพื่อรองรับความต้องการกำลังคนที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจากบริษัทที่ยื่นคำขอมาทางบีโอไอ ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า อีกหนึ่งกลไกที่จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศ คือ การใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ได้ลงมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ประโยชน์ ผลงานวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. .... ให้ประกาศใช้เป็นกฎหมาย เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2564 ซึ่งร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่เกิดจากการสนับสนุนทุนวิจัยและนวัตกรรมของรัฐไปใช้ประโยชน์ แก้ปัญหาเรื่องสิทธิความเป็นเจ้าของผลงานวิจัยระหว่างหน่วยงานให้ทุนกับผู้รับทุน และเมื่อหน่วยงานผู้รับทุน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัย ได้เป็นเจ้าของผลงานวิจัยและนวัตกรรม จะช่วยให้สตาร์ทอัพ และเอสเอ็มอี สามารถรับถ่ายทอดเทคโนโลยีจากมหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัยได้อย่างคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ส่งผลช่วยให้เกิดจำนวนสตาร์ทอัพ และเอสเอ็มอี ที่ใช้เทคโนโลยีในการประกอบธุรกิจ ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดระบบเศรษฐกิจนวัตกรรมได้ นอกจากนี้ยังช่วยยกระดับงานวิจัยในสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัยของรัฐ โดยเพิ่มแรงจูงใจให้สถาบันวิจัยและนักวิจัย ผลิตผลงานวิจัยฯ ที่มีคุณภาพ ตอบโจทย์ความต้องการของภาคการผลิต และบริการ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางพร้อมมุ่งสู่การเป็นประเทศรายได้สูง ดร. กิติพงค์ กล่าวด้วยว่า เครื่องยนต์เศรษฐกิจที่สำคัญอีกตัวหนี่งคือ การท่องเที่ยว ถือเป็นจุดสร้างรายได้สำคัญของประเทศไทยคิดเป็น 21% ของจีดีพี หลังสถานการณ์โควิด เชื่อว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในไทยเป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องสร้างความพร้อม และนำมาตรการ อววน. เข้าไปส่งเสริม และผลักดันสู่เศรษฐกิจ โดย สอวช. กำลังทำงานกับมหาวิทยาลัยราชภัฏทั้ง 38 แห่งในอนาคต เชื่อว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏก็อาจจะทรานซฟอร์ม โดยจัดให้มีการศึกษาด้านโบราณคดี แม้แต่การจัดตั้งเป็นคณะโบราณคดี เพื่อสนับสนุน Civilization Industry โดยเฉพาะ เพื่อเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว บันเทิง และอุตสาหกรรมสันทนาการต่าง ๆ เชื่อว่าวัยรุ่นจะสนใจเรียนกันมาก โดยอาจจะทำร่วมกับ วิทยสถานสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย หรือ ธัชชา -TASSHA (Thailand Academy of Social Sciences, Humanities and Arts) ที่เน้นเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ด้านรากฐานทางประวัติศาสตร์อาจเป็นในรูปของการท่องเที่ยว ขายของ ขายอาหาร เป็นต้น ดร.กิติพงค์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ เพื่อเป็นการสร้างโอกาสให้กับประเทศไทย สิ่งที่ต้องทำควบคู่ไปคือการสร้างโอกาสในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจนวัตกรรม Route 1 (Innovation Economic Corridor) เพื่อยกระดับศักยภาพทางนวัตกรรมในพื้นที่ บริหารทรัพยากรเพื่อให้เกิดพื้นที่นวัตกรรม และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน โดยพุ่งเป้าส่งสินค้าไปจำหน่ายในกลุ่มประเทศ CLMVT + C คือ เพิ่มประเทศจีน จากโครงการรถไฟจีน-ลาว ที่เตรียมเปิดดำเนินการในวันที่ 2 ธันวาคม 2564 โดยเส้นทางรถไฟ จีน-ลาว มีระยะทางประมาณ 420 กิโลเมตร เริ่มต้นที่คุนหมิง มณฑลยูนนาน เชื่อมต่อที่เมืองบ่อเต็น สปป.ลาว และการท่องเที่ยวของไทย ที่จะมาพร้อมกับการเชื่อมต่อโลจิสติกส์ในครั้งนี้ เนื่องจากสามารถขนส่งสินค้าจากประเทศไทยสู่ 50 เมืองของจีนได้ภายใน 24 ชั่วโมง
กิติพงค์ พร้อมวงค์
กิติพงค์ พร้อมวงค์
“ขณะนี้ได้ให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กำลังดูเรื่องของ Route 1 เพื่อคัดเลือกคลัสเตอร์อาหารที่มีศักยภาพ 5-6 คลัสเตอร์ ที่จีนนิยมบริโภคและสามารถสร้างมูลค่าได้ อาทิ 1. โปรตีนจากพืช (Plant-base Protein) เช่น ถั่วเหลือง เห็ดแครง ฯลฯ 2.ผลไม้เกรดพรีเมี่ยม (Premium Fruit) ได้แก่ ทุเรียน มังคุด มะม่วง ลำใย โดยให้ทางหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มขีดความสามาถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) อยู่ระหว่างการทำ Cold Chain Logistic หรือ ระบบการควบคุมอุณหภูมิ เพื่อยืดอายุผลไม้ อาหารไม่เสียระหว่างทาง และเมื่อการขนส่งใช้ระยะเวลาสั้นลง ก็จะเป็นโอกาสของสินค้าเกษตรไทย ซึ่งจะส่งผลดีไปยังเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชนในท้องถิ่นด้วย”ดร.กิติพงค์ กล่าว นอกจากนี้ กระทรวง อว. ยังมีหน่วยที่สนับสนุนแพลตฟอร์มระเบียงเศรษฐกิจนวัตกรรมได้อีกหลายช่องทาง ได้แก่ โรงเรียนนวัตกรรม ที่กระจายอยู่ตามอุทยานวิทยาศาสตร์ทั่วประเทศ, มีเวทีขับเคลื่อนนวัตกรรมสำหรับประเทศ หรือ 7 Innovation Award ที่จะคัดสรรผู้ผลิตผลงานนวัตกรรมที่โดดเด่น, มีกองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Fund), มีสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ, มีหน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจในสถาบันอุดมศึกษา ที่ผลิตลูกศิษย์ออกมามากมาย แต่อยู่ที่ว่า เราจะผลักดันพวกเขาให้เข้าถึงตลาดโลกได้อย่างไร “สอวช. ได้หารือกับ Exim Bank เพื่อวางแผนในการสร้างสมาร์ทเอสเอ็มอีเข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ ของต่างประเทศ เช่น อาลีบาบา เบื้องต้นคาดว่าจะคัดเอสเอ็มอีเข้าร่วม 500 ราย และนำมาบ่มเพาะผ่านกระบวนการคัดเลือกให้เหลือประมาณ 200 ราย โดยสินค้าที่คัดสรรไปนั้น มียอดขายอยู่แล้วประมาณ 1 ล้านบาทต่อปี เราตั้งเป้าจะเพิ่มยอดขายให้เป็น 100 ล้านบาทต่อราย รวม 200 ราย ก็จะสร้างรายได้ 20,000 ล้านบาท และจะขยายผลเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ” ดร.กิติพงค์ กล่าว นอกจากนี้ สอวช. ก็กำลังทำโครงการ Local Entrepreneur เพื่อสร้างผู้ประกอบการในระดับพื้นที่ โดยดูว่าผู้ประกอบการแต่ละรายมีจุดเด่นอะไร และจะสามารถส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอะไรได้บ้าง เราได้เริ่มที่ จ.ปัตตานี เนื่องจากพบว่ามีเอสเอ็มอีรายหนึ่ง ซี่งต่อยอดมาจากเวที 7 Innovation เป็นเอสเอ็มอีเล็ก ๆ ที่ขายน้ำพริก ที่มีรสชาติอร่อยมาก จากเดิมที่เคยขายได้ปีละไม่กี่ล้านบาท แต่หลังจากที่ปรับรูปแบบแพคเกจให้สวยงาม สร้างมาตรฐานสินค้าให้สะอาด รสชาติคงที่ ปัจจุบันส่งขายไปทั่วโลก ยอดขายปีละ 100 ล้านบาท อันนี้เป็นตัวอย่างของการนำเทคโนโลยีเข้าไปช่วยในการสร้างผู้ประกอบการที่เราพยายามจะต่อยอดขยายให้เกิดผู้ประกอบการระดับพื้นที่ลักษณะนี้มากขึ้น