“ซีอีโอเครือซีพี” ย้ำสังคมต้องให้ความสำคัญปัญหาโลกร้อน ชี้เทคโนโลยีดิจิทัล-นวัตกรรม เครื่องมือสำคัญ

เทคโนโลยี-ไอที11 ม.ค. 2565 • 09:04 น.
“ซีอีโอเครือซีพี” ย้ำสังคมต้องให้ความสำคัญปัญหาโลกร้อน ชี้เทคโนโลยีดิจิทัล-นวัตกรรม เครื่องมือสำคัญ
ซีอีโอเครือซีพี "ศุภชัย เจียรวนนท์" ชี้ “ความยั่งยืนและการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ” คือความท้าทายยิ่งใหญ่ของโลก ย้ำสังคมต้องให้ความสำคัญปัญหาโลกร้อนอย่างเร่งด่วน เชื่อมั่น “เทคโนโลยีดิจิทัล-นวัตกรรม” คือเครื่องมือสำคัญช่วยจุดประกายให้โลกก้าวสู่ความยั่งยืนได้ พร้อมเปิดโอกาสให้สร้างพื้นฐานเศรษฐกิจใหม่ครั้งใหญ่ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด ได้ขึ้นเวทีร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ในโครงการ Climate Action Leaders Forum หรือ CAL Forum (รุ่น 1) จัดโดย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และ United Nations Development Programme (UNDP) โดยในเวทีนี้ยังมีผู้บริหารจากองค์กรภาครัฐและเอกชนที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจการสร้างความยั่งยืนระดับประเทศ เข้าร่วมเป็นวิทยากร ประกอบด้วย ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และอดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และนายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์ ผู้อำนวยการ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก นายศุภชัย เจียรวนนท์ ซีอีโอเครือซีพีกล่าวแสดงวิสัยทัศน์ ในหัวข้อ "Race to Zero: Toward a Green Economy" ว่า การจะขับเคลื่อนเรื่อง Climate Change ให้เห็นผลนั้นสิ่งสำคัญที่สุดต้องเริ่มจากความตระหนักรู้ให้ได้ว่าสิ่งที่เรากำลังใช้อยู่ในการสร้างระบบเศรษฐกิจ สร้างความมั่งคั่ง สร้างงานกระจายรายได้ สร้างเศรษฐกิจให้เติบโตได้ทั้งโลกนั้น กลับมีส่วนน้อยมากที่จะคำนึงถึงความยั่งยืน ทำให้ปัญหาภาวะเรือนกระจกและมลภาวะส่งผลอย่างเห็นได้ชัดมาสู่การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในช่วงเวลาที่ผ่านมา 20-30 ปีมานี้ ซึ่งเราไม่สามารถปล่อยให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทำให้โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นเกิน 1.5 องศาได้แล้ว สำหรับประเทศไทยจึงสำคัญและเร่งด่วนมากที่ทุกฝ่ายต้องให้ความสำคัญในการร่วมปรับเปลี่ยนสู่การสร้างโลกที่ยั่งยืนภายในเวลาไม่กี่ปีข้างหน้า เพราะหากยังปล่อยให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นจะเกิดผลเสียต่อระบบนิเวศของโลกที่ส่งผลต่อทุกสิ่งมีชีวิตจนถึงตั้งแต่ระดับพื้นฐานคือระบบวัตถุดิบการเกษตรต่าง ๆที่จะมีผลจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งจะเชื่อมโยงไปยังการผลิตอาหารของโลก และคุณภาพชีวิตทั้งหมด โดยวันนี้โลกมีความท้าทายสำคัญ 3 ด้านที่ต้องปรับตัวเปลี่ยนแปลงคือ 1.ความเหลื่อมล้ำ 2.การปรับตัวสู่ดิจิทัล 3.ความยั่งยืนและการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ซึ่งทั้งหมดเกี่ยวข้องเป็นลูกโซ่ ดังน้ันทั้งภาครัฐและเอกชนจะต้องร่วมกันขับเคลื่อนความท้าทายเหล่านี้ร่วมกัน โดยเฉพาะความร่วมมือในการผลักดันให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆที่จะมาช่วยขับเคลื่อนโลกที่ยั่งยืนขึ้น เพราะวันนี้ทุกเรื่องอยู่บนพื้นฐานเทคโนโลยีทั้งหมด การที่ภาครัฐและเอกชนมีความตระหนักรู้ที่จะนำเทคโนโลยีใหม่ๆมาขับเคลื่อน ปรับเปลี่ยนตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการใช้พลังงาน โดยหันมาใช้พลังงานทดแทนต่างๆจะทำให้เกิดการเปลี่ยนภูมิทัศน์ทั้งหมด (Landscape Changing) ในระบบอุตสาหกรรมต่างๆที่จะมีผลดีต่อการสร้างความยั่งยืนต่อไปในอนาคต และยังเป็นโอกาสสร้างระบบเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม อาทิ อุตสาหกรรมและธุรกิจที่ต่อยอดมาจากพลังงานไฟฟ้าทั้งหมด ซึ่งหลายประเทศมองว่าการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมใหม่ๆมาผนวกกับการสร้างอุตสาหกรรมที่คำนึงถึงความยั่งยืนนั้นจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมให้กับโลก สำหรับการดำเนินการของเครือซีพีในด้านความยั่งยืนที่ผ่านมามีการปรับตัวของการดำเนินธุรกิจในกลุ่มต่างๆที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน การมีส่วนร่วมตลอดจนการสร้างความยั่งยืนจนปัจจุบันเครือซีพีได้รับการยอมรับในระดับโลกทั้งในเวที UN Global Compact และติดในท็อปของ 38 บริษัทระดับโลกที่ดำเนินการเรื่องความยั่งยืนที่เปลี่ยนแปลงได้จริง โดยกระบวนการที่ซีพีใช้อยู่บนพื้นฐานหลัก 5 ประการคือ 1.ความโปร่งใสของข้อมูล 2.กลไกตลาด 3.ความเป็นผู้นำ 4.การให้อำนาจ 5.นวัตกรรมและเทคโนโลยี โดยทั้งหมดอยู่บนแนวคิดจุดเริ่มต้นของการมี Compassion ที่คำนึงถึงการตระหนักรู้ว่าจะต้องสร้างพลังที่คำนึงถึงความยั่งยืน แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมส่งต่อไปยังคนรุ่นหลัง โดยเฉพาะการสร้างองค์ความรู้ด้านการจัดการกับความยั่งยืนในทุกมิติให้กับเยาวชน โดยโครงการ CAL Forum รุ่นที่ 1 จัดขึ้นเพื่อสื่อสารและแลกเปลี่ยนแนวคิด ประสบการณ์ของผู้นำจากภาคส่วนต่างๆทั้งแวดวงธุรกิจ สถาบันวิชาการ หน่วยงานรัฐ องค์กรสื่อ เพื่อนำไปสู่บทบาทการลดก๊าซเรือนกระจก ลดโลกร้อน พร้อมสื่อสารสู่สังคมไทยและต่างประเทศ ทั้งนี้โครงการดังกล่าวจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลา 5 สัปดาห์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2564 - 14 มกราคม 2565 โดยในแต่ละสัปดาห์จะมีการเชิญวิทยากรที่มีบทบาทสำคัญด้านความยั่งยืนมาร่วมให้มุมมองในประเด็นที่อยู่ในเทรนด์และวาระสำคัญของโลก