"UNHCR" หนุนงานด้านมนุษยธรรม ช่วยผู้ลี้ภัยทั่วโลกผ่านงานวิ่งบางแสนซีรีย์
ท่ามกลางสถานการณ์ทั่วโลกขณะนี้มีผู้พลัดถิ่น หรือ ผู้ที่ถูกบังคับให้ออกจากบ้านตนเองสูงถึง 114 ล้านคน เนื่องจากเกิดภาวะวิกฤติ สงคราม ความรุนแรง และความขัดแย้ง โดยจำนวน 114 ล้านคน ถือว่ามีจำนวนมากพอเทียบเท่ากับการมีอยู่ของประชากรถึงหนึ่งประเทศ และในจำนวนนี้มีผู้ที่ต้องตกอยู่ในสภาวะกลายเป็นผู้ลี้ภัยมากถึง 36 ล้านคน ทุกคนล้วนต่างมีความรู้สึกที่ยากลำบาก ทุกข์ใจ ทรมาน เวลาที่ต้องเดินทางข้ามผ่านชายแดนโดยเฉพาะความรู้สึกของ เด็กเล็ก สตรี และผู้สูงอายุ
สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) จึงได้พัฒนาความร่วมมือกับบริษัท ไมซ์ แอนด์ คอมมูนิเคชั่น จำกัด และ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ มาตั้งแต่ปี 2565 เพื่อสนับสนุนงานด้านมนุษยธรรม ช่วยเหลือผู้ลี้ภัยทั่วโลก ล่าสุดได้จัดงานวิ่งมาตรฐานสากลของประเทศไทย บางแสนซีรีย์ เพื่อสร้างการรับรู้ ความเข้าใจ และระดมทุนช่วยเหลือเด็ก ผู้หญิง และครอบครัวผู้ลี้ภัยทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม ปี 2566 ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นโอกาสพิเศษสุดที่ได้เชิญ "โยนัส คินเด" อดีตผู้ลี้ภัยชาวเอธิโอเปีย นักกีฬาโอลิปิค มาเข้าร่วมงานวิ่งบางแสน 21 ฮาล์ฟมาราธอน ในฐานะตัวแทนผู้ลี้ภัย เพื่อแสดงให้เห็นถึงความรู้ความสามารถของผู้ลี้ภัยที่พร้อมตอบแทนชุมชน สังคม เมื่อได้รับโอกาส และความช่วยเหลือที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นความสามารถด้านกีฬาโดยเฉพาะการแข่งขันวิ่งมาราธอน
โยนัส คินเด Yonas Kinde ชาวเอธิโอเปีย นักกีฬาโอลิมปิค นักวิ่งมาราธอน อดีตผู้ลี้ภัย ที่หลงรักการวิ่งมาตั้งแต่อายุ 14-15 ปี ปัจจุบันได้รับสัญชาติเป็นประชากรของ Luxembourg (ราชรัฐลักเซมเบิร์ก) เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ปี 2555 และภายหลังการเข้าร่วมงานวิ่งบางแสน 21 ฮาล์ฟมาราธอนในฐานะตัวแทนผู้ลี้ภัย ผลการแข่งขันสามารถวิ่งเข้าเส้นชัยได้เป็นลำดับที่ 7 จากจำนวนนักวิ่งกว่า 12,000 คน และ ยังมีนักวิ่งอีลิทระดับ top 20 ของโลก มาร่วมลงสนามแข่งขันวิ่งในงานนี้ด้วย
โดย โยนัส คินเด ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว ว่า นี้คือครั้งแรกของการเดินทางเข้ามาในประเทศไทย มาในฐานะตัวแทนของผู้ลี้ภัยทั่วโลก ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการฝึกฝน ซ้อมอย่างหนักเพื่อจะจัดเตรียมร่างกาย และจิตใจ ในการจะมาคว้าชัยชนะผ่านงานวิ่งบางแสน 21 ฮาล์ฟมาราธอน เพราะต้องการแสดงให้ประชาคมทั่วโลกรู้ว่า ผู้ลี้ภัยก็คือมนุษย์คนนึง ที่เหมือนกับทุกๆ คนบนโลกใบนี้ ต้องการคนที่คอยอยู่เคียงข้าง คอยสนับสนุน และเปิดโอกาสให้ผู้ลี้ภัยได้แสดงออกถึงศักยภาพและความสามารถเฉพาะแต่ละคนออกมา เหมือนกับตนที่มีความใฝ่ฝันอยากเป็นนักกีฬาโอลิมปิค เป็นนักวิ่งมาราธอน เนื่องจากกีฬาเป็นสิ่งเดียวที่สามารถช่วยทำให้ผู้ลี้ภัยหลายๆ คน มีสุขภาพแข็งแรง และช่วยเยียวยาจิตใจในวันที่ต้องอยู่คนเดียวในต่างถิ่น และเหงาไม่มีเพื่อน
ดังนั้น การมาวิ่งบางแสน 21 ฮาล์ฟมาราธอน จึงเป็นอีกหนึ่งความรับผิดชอบที่อยากทำออกมาให้ดีที่สุด ในการสร้างผลกระทบออกไปสู่ประชาคมทั่วโลก และผู้ลี้ภัยคนอื่นๆ ให้หันมาเข้มแข็ง และพยายามคิดว่าช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก ทนทุกข์ทรมาน จะผ่านไปกลายเป็นอดีต และให้หันมาหากิจกรรมทำโดยเฉพาะการเล่นกีฬา เพราะกีฬาเป็นสิ่งที่สามารถเข้ามาช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตคนได้จริงๆ จึงอยากจะฝากข้อความนี้ไปถึงผู้ลี้ภัยทุกคน รวมถึงฝากไปถึงผู้ดูแลค่ายผู้ลี้ภัยด้วยว่า ควรสนับสนุนให้มีกิจกรรมต่าง ๆ ทำด้วยโดยเฉพาะการส่งเสริมให้เล่นกีฬา
"ผมอยากขอบคุณสำหรับงานวิ่งบางแสน 21 ฮาล์ฟมาราธอน ที่ได้เปิดโอกาสให้ผมมาในฐานะที่เป็นตัวแทนผู้ลี้ภัยทั่วโลก ได้มาแสดงความสามารถผ่านการวิ่งมาราธอน เพราะการวิ่งเป็นสิ่งที่ผมชอบและรักมาตั้งแต่เด็กๆ และไม่คิดว่าสิ่งนี้จะเป็นตัวจุดประกายเพื่อโชว์ให้ทั่วโลกรู้ว่า ผู้ลี้ภัยก็มีความสามารถเหมือนกับคนอื่นๆ ทั่วไป เพียงแต่ขอให้ได้รับโอกาสและแรงสนับสนุนเหมือนอย่างที่ผมได้รับ ซึ่งการเป็นผู้ลี้ภัยไม่ได้ทำให้เราแตกต่างจากใคร ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกสิ้นหวัง ในการไปถึงเส้นชัยเมื่อต้องลงแข่งขัน แต่เป็นเรื่องของการฝึกซ้อม ไม่ว่าจะเป็นผู้ลี้ภัย หรือ ไม่ได้เป็นผู้ลี้ภัย ถ้าไม่ได้ซ้อม ก็ไม่มีทางที่จะชนะได้"
อย่างไรก็ดี โยนัส คินเด กล่าวเสริมว่า จุดเริ่มต้นที่ทำให้ตนเองหันมาวิ่งตอนที่ยังอยู่ เอธิโอเปีย มาจากช่วงวัยรุ่นต้องวิ่งไป-กลับระหว่างบ้านกับโรงเรียน รวมระยะทาง 16 กิโล ทุกวันตั้งแต่วันจันทร์ ถึง วันศุกร์ แทนการนั่งรถบัสไปโรงเรียน จนคุณครูพละสังเกตุเห็นว่าตนวิ่งไปกลับทุกวัน อีกทั้งการวิ่งก็ช่วยทำให้สุขภาพของตนแข็งแรงด้วย คุณครูพละ เลยให้คำแนะนำว่าตนควรไปลงแข่งขันการวิ่งระดับโรงเรียน จากโอกาสที่ได้รับในวันนั้นจากคุณครูพละ คือ จุดเริ่มต้นของการเข้าสู่เส้นทางแห่งการวิ่งแข่ง จากนั้นไม่นานก็ค่อยๆ พัฒนาไปสู่การวิ่งทั่วประเทศ วิ่ง 10,000 เมตร ฮาลฟ์ มาราธอน และการเป็นนักวิ่งอนาคตไกล
ต่อมาเมื่อได้ลี้ภัยไปยัง Luxembourg (ราชรัฐลักเซมเบิร์ก) ในปี 2555 โดยได้รับรองการคุ้มครองในปีต่อมาโยนัส ก็ได้เข้าร่วมการแข่งขันนำมาซึ่งชัยชนะในรายการวิ่ง ในราชรัฐลักเซมเบิร์ก (Luxembourg) ซึ่ง เป็นประเทศผู้ก่อตั้งประชาคมยุโรปร่วมกับเนเธอร์แลนด์ เบลเยียม ฝรั่งเศส เยอรมนี และอิตาลี จึงส่งผลให้ โยนัส กลายเป็นหนึ่งในนักวิ่งระยะไกลที่ดีที่สุดของประเทศ
“กีฬาให้ชีวิตใหม่กับผมแม้ในสถานที่ที่ผมไม่คุ้นเคย และการวิ่งช่วยให้ผมเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ช่วยให้รู้จักคนใหม่ๆ และสู้กับความรู้สึกโดดเดี่ยวได้ โดยเฉพาะตอนมาอยู่ Luxembourg ยังไม่มีเพื่อน ยังพูดภาษาฝรั่งเศสไม่ได้ ดังนั้นทุกวันหลังเลิกเรียนภาษาฝรั่งเศสและทำงาน (เป็นผู้เชี่ยวชาญการนวดในทางกีฬา) เสร็จ ผมจะออกไปวิ่งเป็นประจำทุกวัน"
เรียกได้ว่าตลอดระยะเวลา 4 ปี หลังจากลี้ภัยมาอยู่ที่ Luxembourg โยนัส ถือเป็นผู้หนึ่งที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิปิกส์ที่เมืองริโอ เมื่อปี 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการก่อตั้งทีมนักกีฬาผู้ลี้ภัยในโอลิมปิกส์เป็นครั้งแรก โดยโยนัส ได้เข้าร่วมแข่งขันวิ่งมาราธอนชาย ต่อมาอีกหนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือ การได้พบกับเพื่อนเก่าที่เป็นนักวิ่งจากเอธิโอเปียในหมู่บ้านนักกีฬาโอลิมปิก ด้วยกัน กระทั่งปี 2563 โยนัสถือเป็นนักกีฬาผู้ลี้ภัยคนแรกที่ลงแข่งขันในรายการโตเกียว มาราธอน ถือว่าเป็นเดินรอยตามฝันของการได้เป็นนักวิ่งระดับแถวหน้า (อีลีธ) ตามไอดอลที่ โยนัส ชื่นชอบมาตั้งแต่วัยเด็กคือ "อาเบเบ บิกิลา" นักวิ่งโอลิมปิกชาวเอธิโอเปีย
ทั้งนี้ เรื่องราวทั้งหมดของ โยนัส คือความตั้งใจที่อยากจะเผยแพร่ให้คนทั่วโลกได้รับรู้ถึง พลังของกีฬาในการเปลี่ยนแปลงชีวิต โดย โยนัส ได้เดินทางไปยังเจนีวา โมนาโค ปารีส และบัวโนส ไอเรส เพื่อเป็นตัวแทนทีมโอลิมปิกของผู้ลี้ภัย และแบ่งปันเรื่องราวในฐานะอดีตผู้ลี้ภัย จนมาถึงการได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ก็เป็นความภาคภูมิใจที่ได้เข้ามามีส่วนกระตุ้นการรับรู้ และช่วยเหลือผู้ลี้ภัยทั่วโลก รวมถึงการเรียกร้องให้มีการเข้าถึงกีฬาที่เสมอภาคและเท่าเทียมกัน อีกด้วย โยนัส กล่าวปิดท้าย
#BangsaenForUNHCR #WithRefugees#UNHCRThailand