“ดร.ปณิธาน” ชี้ปมไฟใต้ ใครจุดไฟเผาเรือน? จับตา “BRN ใหม่”

โซเชียล31 ส.ค. 2569 • 07:57 น.
“ดร.ปณิธาน” ชี้ปมไฟใต้ ใครจุดไฟเผาเรือน? จับตา “BRN ใหม่”

วันที่ 31 ส.ค.69 รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง และการต่างประเทศ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Panitan Wattanayagorn  ระบุว่า สุดมิติพิศวง​ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้: ใครยืนตรงไหน​ก็เห็นปัญหาตรงนั้น​ แต่แท้จริงคืออะไร


1. เงิน​งบประมาณ​ ทุนเทา​ การเมืองท้องถิ่น: ​ปัญหาคู่กับจชต.​ แต่ใครจุดไฟเผาเรือน


1.1)​ เมื่อวันที่​ 30 สิงหาคมนี้​ ศูนย์สำรวจความคิดเห็น​"นิด้าโพล" ของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์​ (นิด้า)​ เปิดเผยผลสำรวจความเห็นของประชาชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้​ (จชต.) เรื่อง​ "ความไม่สงบล่าสุด​ คนจชต.คิดอย่างไร" ซึ่งได้เก็บข้อมูลในพื้นที่ระหว่างวันที่ 25-27 สิงหาคมนี้ พบว่ากลุ่มตัวอย่างจำนวน​มากที่สุด​ 36.73% จาก 1,100 หน่วยเห็นว่า​ สาเหตุของความไม่สงบล่าสุดลำดับแรกนั้น​ "เกี่ยวข้องกับงบประมาณ" ในพื้นที่ ซึ่งเป็นเหตุผลหลักของความรุนแรงที่ปะทุขึ้นมาล่าสุดในปัจจุบัน


สาเหตุรองลงมาลำดับที่สอง​นั้น​ 30.36% ของกลุ่มตัวอย่างระบุว่า​มาจาก "กลุ่มทุนเทา" ​(เช่น​ ยาเสพติด​ ค้าของเถื่อน​ มาเฟียเรียกค่าคุ้มครอง​ เป็นต้น)​ ที่ไม่พอใจการปราบปรามที่เข้มงวดของภาครัฐในช่วงที่ผ่านมา​ และสาเหตุสำคัญลำดับที่สาม​ 29.64% ของกลุ่มตัวอย่างระบุว่า ​"เกี่ยวข้องกับการเมืองส่วนท้องถิ่น" ที่มีอิทธิพลสูงและกำลังขัดแย้งกันอย่างรุนแรงในพื้นที่


1.2) การที่ประชาชนกลุ่มตัวอย่างในพื้นที่ให้ความสำคัญกับสามสาเหตุดังกล่าวข้างต้นเป็นลำดับต้นๆ​ นี้ เป็นเรื่องที่น่าสนใจเป็นอันมาก​ เพราะสะท้อนให้เห็นว่าคนในพื้นที่เห็นอะไรในชีวิตประจำวัน คิดอย่างไรกับเรื่องความรุนแรง​ และต้องเผชิญกับอะไร​ในพื้นที่​ ซึ่งอาจจะสวนทางกับความคิดความเห็นของคนนอกพื้นที่​ รวมทั้งของจนท.ของรัฐหรือผู้แทนของรัฐบาลที่เพิ่งประชุมกันเมื่อเร็วๆ​ นี้ว่าเรื่องเร่งด่วนที่ต้องให้ความสำคัญในจชต.คือ​ เรื่องการศึกษา​ คุณภาพชีวิต​ ปัญหาปากท้อง​ ความเหลื่อมล้ำ​ต่างๆ​ ตลอดจนความร่วมมือกับเพื่อนบ้านเป็นลำดับต้นๆ​ 


1.3) แต่สำหรับ​กลุ่มประชาชนตัวอย่างนั้น​ สาเหตุสำคัญของความไม่สงบ ไม่ใช่เรื่องการขาดแคลน​เงิน​หรืองบประมาณ​ แต่เป็นเรื่องความขัดแย้งหรือไม่ลงตัวในการจัดสรรงบประมาณหรือผลประโยชน์​ที่มีอยู่มากในพื้นที่​ ซึ่งก็มีกลุ่มการเมืองท้องถิ่นและกลุ่มทุนเทาเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย​ แต่ทั้งสามสาเหตุแรกนี้​ ก็ยังไม่สะท้อนอย่างชัดเจนว่า "ใคร" เป็นผู้ลงมือปฏิบัติ​การก่อความไม่สงบ​ หรือ​ "เผาเรือน" หรือ​จะเรียกว่า "ถอนหมุด​ความเข้มแข็ง" ของชุมชนอยู่ในปัจจุบัน​ ทั้งนี้​ เหตุเพราะ​ประชาชนส่วนใหญ่​ไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะระบุได้ชัดว่า​ใครหรือผู้ใดเป็นผู้ลงมือกระทำ​ หรืออาจจะหวาดกลัว​และไม่กล้าที่จะให้ข้อมูลก็เป็นได้


โดยสรุป​ การก่อเหตุที่ปะทุขึ้นมาอย่างผิดปกตินี้​ (ล่าสุด​มีการลอบวางระเบิดห้างขายวัสดุก่อสร้าง​ที่อำเภอเมือง ​ปัตตานี เมื่อเย็นวันที่​ 29 ส.ค.) ย่อมไม่ได้เกิดขึ้นโดยขบวนการแบบเดิมๆ​ ที่มีศักยภาพเช่นในอดีต เหตุเพราะเกิดขึ้นในช่วงมีการควบคุมพื้นที่อย่างเข้มข้นของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง​เพื่อแก้ไขเหตุร้ายที่เกิดอย่างต่อเนื่องมานับเดือน ที่สำคัญ ยังมีการยกระดับการรักษาความปลอดภัยเพื่อรองรับการประชุมของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีสัญจร ระหว่างวันที่​ 31 สิงหาคมถึง​ 1 กันยายนนี้ด้วย


2. คำตอบที่ชัดเจนขึ้น: บทบาทของกลุ่ม​ BRN​ ความร่วมมือระหว่างกลุ่มแบ่งแยกดินแดนกับกลุ่มทุนเทา​ และ​ข้อบกพร่องของรัฐในด้านต่างๆ 


2.1) การสำรวจความคิดเห็นของ​ "นิด้าโพล" ในครั้งนี้​จะเห็นได้ว่า ​นอกเหนือไปจากการระบุถึงสามสาเหตุหลักดังกล่าวข้างต้นแล้ว​ ที่น่าสนใจ​มากก็คือ คำตอบของกลุ่มตัวอย่างในลำดับที่สี่​ ระบุว่า "เป็นการสร้างสถานการณ์ก่อนการพูดคุยสันติสุข" (กับขบวนการ​ BRN) มีถึง​ 27.64% ลำดับที่ห้า​ ระบุว่า​ "กลุ่มเคลื่อนไหวแบ่งแยกดินแดนร่วมมือกับกลุ่มทุนเทา" มีถึง​26.27% และ​ในลำดับที่หก​ ระบุว่า​ "กลุ่มเคลื่อนไหวแบ่งแยกดินแดนไม่พอใจการปราบปรามที่เข้มงวดของภาครัฐในช่วงที่ผ่านมา" นั้น​มีถึง​ 20.27% (ที่เหลืออีก​ 10 ลำดับ​ต่ำกว่า​ 20%)


การระบุถึงสามเหตุผลรองในการก่อความไม่สงบดังกล่าวข้างต้นนี้​ ที่เป็นการระบุถึง​ "ขบวนการแบ่งแยกดินแดน" ที่ชัดเจน​และ​มีนัยยะไปถึงบทบาทของกลุ่ม​ BRN​ ด้วยว่าเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการปฎิบัติ​การต่างๆ​ ในการก่อความไม่สงบ​ และที่น่าสนใจไม่น้อยไปกว่ากันก็คือ จำนวนผู้ที่ให้ความเห็นในส่วนที่สองนี้​ ไม่ได้น้อยกว่าในส่วนแรกเท่าไร​ สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มว่า​กลุ่ม​ BRN​ ซึ่งเคยถือกันว่าเป็น​" องค์กรลับ" นั้น​ เริ่มปรากฎ​ตัวขึ้นมาอย่างชัดเจนในสังคม​ของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้


2.2) ในส่วนข้อบกพร่องต่างๆ​ ของรัฐ​นััน มีการตั้งคำถามว่า “ทำไม​ไม่สามารถป้องกันเหตุการณ์ความไม่สงบ” ได้​ ซึ่งคำตอบของกลุ่มตัวอย่างก็ยิ่งสะท้อนและตอกย้ำให้เห็นว่า​ฝ่ายรัฐมีปัญหาค่อนข้างมาก​ ทั้งในด้านนโยบาย​ ยุทธศาสตร์​  และทิศทางในการแก้ปัญหา​ (40.82%) ทั้งเรื่องประสิทธิภาพในการทำงานของหน่วยงานต่างๆ​ (39.91%) และในข้อบกพร่องด้านการข่าว​ (29.73%) เป็นต้น​


ทั้งหมดนี้​ ทำให้เกิดคำถามใหม่ที่สำคัญตามมา​ (ซึ่งไม่ได้อยู่ในการสำรวจครั้งนี้) คือ​ ศูนย์​กลาง​ของความรุนแรง (Epic Center) ในจชต.อยู่​ที่ขบวนการ​ BRN​ (Barisan Revolusi Nasional Melayu Patani) หรือ​กลุ่มแนวร่วมปฎิวัติแห่งชาติมลายูปาตานี​ ใช่หรือไม่​ และถ้าใช่ จะเป็นขบวนการ​ BRN​ เดิมที่รู้จักกันในอดีต​ หรือเป็นองค์กรใหม่ที่มีการปรับเปลี่ยนไปจากเดิม


3. BRN ใหม่มีจริงหรือไม่


3.1) ในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมา​ มีการเสียชีวิตหรือเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของแกน​นำหลายคนในขบวนการ​ BRN ทั้งที่ศูนย์การนำ​ (DPP) ที่อยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน​ ทั้งในแนวร่วมปฎิวัติระดับสั่งการและแนวร่วมปฎิบัติ​ระดับดำเนินการ​ (DKP) ที่อยู่ในพื้นที่ อีกทั้งมีการขยายตัวของสมาชิกรุ่นใหม่เพิ่มขึ้น​ ทำให้บางฝ่ายเชื่อว่า​ขบวนการ​ BRN​ ได้เปลี่ยนแปลงไปเป็น​ "องค์กร" ที่เป็นระบบมากขึ้น​ มีศักยภาพสูงขึ้น​ มีเงินทุนเพิ่มขึ้น และได้รับการสนับสนุนในด้านต่างๆ​ ในทางเทคนิค​ เช่น​ การจัดองค์กร การแสวงหาสมาชิกใหม่​ การหาทุน​ หาแนวร่วม​ รวมทั้งในด้านการเจรจาสันติภาพ​หรือ​ "พูดคุยสันติสุข" ทั้งในพื้นที่ ในระดับชาติ​ และในระดับนานาชาติ


3.2) แต่ข้อสังเกตนี้ ยังไม่ได้รับการยอมรับจากรัฐและหน่วยงานความมั่นคงของไทยโดยทั่วไป จึงทำให้รัฐไทยในรอบหลายปีที่ผ่านมา ขาดยุทธศาสตร์ (Winning Strategy) ที่จะเอาชนะภัยคุกคามใหม่นี้ อีกทั้งยังขาดการข่าวที่ดี ไม่สามารถวางกำลังป้องกันเหตุร้ายได้ทันท่วงที ขาดการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่​ ขาดการพัฒนาที่เหมาะสม ขาดแนวทางพูดคุยเจรจาที่มีประสิทธิภาพ และขาดความร่วมมือที่ดีกับเพื่อนบ้านและนานาชาติ ซึ่งทั้งหมดนี้​ เป็น​"การเสียสมดุล" ของฝ่ายรัฐ​มานานหลายปี​ ส่งผลให้ "การเติบใหญ่ของ​ BRN" (The Rise of BRN) เป็นไปอย่างรวดเร็วตามที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน