“ดร.ปณิธาน” ชี้ปมไฟใต้ ใครจุดไฟเผาเรือน? จับตา “BRN ใหม่”
วันที่ 31 ส.ค.69 รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง และการต่างประเทศ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Panitan Wattanayagorn ระบุว่า สุดมิติพิศวงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้: ใครยืนตรงไหนก็เห็นปัญหาตรงนั้น แต่แท้จริงคืออะไร
1. เงินงบประมาณ ทุนเทา การเมืองท้องถิ่น: ปัญหาคู่กับจชต. แต่ใครจุดไฟเผาเรือน
1.1) เมื่อวันที่ 30 สิงหาคมนี้ ศูนย์สำรวจความคิดเห็น"นิด้าโพล" ของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความเห็นของประชาชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) เรื่อง "ความไม่สงบล่าสุด คนจชต.คิดอย่างไร" ซึ่งได้เก็บข้อมูลในพื้นที่ระหว่างวันที่ 25-27 สิงหาคมนี้ พบว่ากลุ่มตัวอย่างจำนวนมากที่สุด 36.73% จาก 1,100 หน่วยเห็นว่า สาเหตุของความไม่สงบล่าสุดลำดับแรกนั้น "เกี่ยวข้องกับงบประมาณ" ในพื้นที่ ซึ่งเป็นเหตุผลหลักของความรุนแรงที่ปะทุขึ้นมาล่าสุดในปัจจุบัน
สาเหตุรองลงมาลำดับที่สองนั้น 30.36% ของกลุ่มตัวอย่างระบุว่ามาจาก "กลุ่มทุนเทา" (เช่น ยาเสพติด ค้าของเถื่อน มาเฟียเรียกค่าคุ้มครอง เป็นต้น) ที่ไม่พอใจการปราบปรามที่เข้มงวดของภาครัฐในช่วงที่ผ่านมา และสาเหตุสำคัญลำดับที่สาม 29.64% ของกลุ่มตัวอย่างระบุว่า "เกี่ยวข้องกับการเมืองส่วนท้องถิ่น" ที่มีอิทธิพลสูงและกำลังขัดแย้งกันอย่างรุนแรงในพื้นที่
1.2) การที่ประชาชนกลุ่มตัวอย่างในพื้นที่ให้ความสำคัญกับสามสาเหตุดังกล่าวข้างต้นเป็นลำดับต้นๆ นี้ เป็นเรื่องที่น่าสนใจเป็นอันมาก เพราะสะท้อนให้เห็นว่าคนในพื้นที่เห็นอะไรในชีวิตประจำวัน คิดอย่างไรกับเรื่องความรุนแรง และต้องเผชิญกับอะไรในพื้นที่ ซึ่งอาจจะสวนทางกับความคิดความเห็นของคนนอกพื้นที่ รวมทั้งของจนท.ของรัฐหรือผู้แทนของรัฐบาลที่เพิ่งประชุมกันเมื่อเร็วๆ นี้ว่าเรื่องเร่งด่วนที่ต้องให้ความสำคัญในจชต.คือ เรื่องการศึกษา คุณภาพชีวิต ปัญหาปากท้อง ความเหลื่อมล้ำต่างๆ ตลอดจนความร่วมมือกับเพื่อนบ้านเป็นลำดับต้นๆ
1.3) แต่สำหรับกลุ่มประชาชนตัวอย่างนั้น สาเหตุสำคัญของความไม่สงบ ไม่ใช่เรื่องการขาดแคลนเงินหรืองบประมาณ แต่เป็นเรื่องความขัดแย้งหรือไม่ลงตัวในการจัดสรรงบประมาณหรือผลประโยชน์ที่มีอยู่มากในพื้นที่ ซึ่งก็มีกลุ่มการเมืองท้องถิ่นและกลุ่มทุนเทาเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย แต่ทั้งสามสาเหตุแรกนี้ ก็ยังไม่สะท้อนอย่างชัดเจนว่า "ใคร" เป็นผู้ลงมือปฏิบัติการก่อความไม่สงบ หรือ "เผาเรือน" หรือจะเรียกว่า "ถอนหมุดความเข้มแข็ง" ของชุมชนอยู่ในปัจจุบัน ทั้งนี้ เหตุเพราะประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะระบุได้ชัดว่าใครหรือผู้ใดเป็นผู้ลงมือกระทำ หรืออาจจะหวาดกลัวและไม่กล้าที่จะให้ข้อมูลก็เป็นได้
โดยสรุป การก่อเหตุที่ปะทุขึ้นมาอย่างผิดปกตินี้ (ล่าสุดมีการลอบวางระเบิดห้างขายวัสดุก่อสร้างที่อำเภอเมือง ปัตตานี เมื่อเย็นวันที่ 29 ส.ค.) ย่อมไม่ได้เกิดขึ้นโดยขบวนการแบบเดิมๆ ที่มีศักยภาพเช่นในอดีต เหตุเพราะเกิดขึ้นในช่วงมีการควบคุมพื้นที่อย่างเข้มข้นของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเพื่อแก้ไขเหตุร้ายที่เกิดอย่างต่อเนื่องมานับเดือน ที่สำคัญ ยังมีการยกระดับการรักษาความปลอดภัยเพื่อรองรับการประชุมของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีสัญจร ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคมถึง 1 กันยายนนี้ด้วย
2. คำตอบที่ชัดเจนขึ้น: บทบาทของกลุ่ม BRN ความร่วมมือระหว่างกลุ่มแบ่งแยกดินแดนกับกลุ่มทุนเทา และข้อบกพร่องของรัฐในด้านต่างๆ
2.1) การสำรวจความคิดเห็นของ "นิด้าโพล" ในครั้งนี้จะเห็นได้ว่า นอกเหนือไปจากการระบุถึงสามสาเหตุหลักดังกล่าวข้างต้นแล้ว ที่น่าสนใจมากก็คือ คำตอบของกลุ่มตัวอย่างในลำดับที่สี่ ระบุว่า "เป็นการสร้างสถานการณ์ก่อนการพูดคุยสันติสุข" (กับขบวนการ BRN) มีถึง 27.64% ลำดับที่ห้า ระบุว่า "กลุ่มเคลื่อนไหวแบ่งแยกดินแดนร่วมมือกับกลุ่มทุนเทา" มีถึง26.27% และในลำดับที่หก ระบุว่า "กลุ่มเคลื่อนไหวแบ่งแยกดินแดนไม่พอใจการปราบปรามที่เข้มงวดของภาครัฐในช่วงที่ผ่านมา" นั้นมีถึง 20.27% (ที่เหลืออีก 10 ลำดับต่ำกว่า 20%)
การระบุถึงสามเหตุผลรองในการก่อความไม่สงบดังกล่าวข้างต้นนี้ ที่เป็นการระบุถึง "ขบวนการแบ่งแยกดินแดน" ที่ชัดเจนและมีนัยยะไปถึงบทบาทของกลุ่ม BRN ด้วยว่าเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการปฎิบัติการต่างๆ ในการก่อความไม่สงบ และที่น่าสนใจไม่น้อยไปกว่ากันก็คือ จำนวนผู้ที่ให้ความเห็นในส่วนที่สองนี้ ไม่ได้น้อยกว่าในส่วนแรกเท่าไร สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มว่ากลุ่ม BRN ซึ่งเคยถือกันว่าเป็น" องค์กรลับ" นั้น เริ่มปรากฎตัวขึ้นมาอย่างชัดเจนในสังคมของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
2.2) ในส่วนข้อบกพร่องต่างๆ ของรัฐนััน มีการตั้งคำถามว่า “ทำไมไม่สามารถป้องกันเหตุการณ์ความไม่สงบ” ได้ ซึ่งคำตอบของกลุ่มตัวอย่างก็ยิ่งสะท้อนและตอกย้ำให้เห็นว่าฝ่ายรัฐมีปัญหาค่อนข้างมาก ทั้งในด้านนโยบาย ยุทธศาสตร์ และทิศทางในการแก้ปัญหา (40.82%) ทั้งเรื่องประสิทธิภาพในการทำงานของหน่วยงานต่างๆ (39.91%) และในข้อบกพร่องด้านการข่าว (29.73%) เป็นต้น
ทั้งหมดนี้ ทำให้เกิดคำถามใหม่ที่สำคัญตามมา (ซึ่งไม่ได้อยู่ในการสำรวจครั้งนี้) คือ ศูนย์กลางของความรุนแรง (Epic Center) ในจชต.อยู่ที่ขบวนการ BRN (Barisan Revolusi Nasional Melayu Patani) หรือกลุ่มแนวร่วมปฎิวัติแห่งชาติมลายูปาตานี ใช่หรือไม่ และถ้าใช่ จะเป็นขบวนการ BRN เดิมที่รู้จักกันในอดีต หรือเป็นองค์กรใหม่ที่มีการปรับเปลี่ยนไปจากเดิม
3. BRN ใหม่มีจริงหรือไม่
3.1) ในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการเสียชีวิตหรือเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของแกนนำหลายคนในขบวนการ BRN ทั้งที่ศูนย์การนำ (DPP) ที่อยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งในแนวร่วมปฎิวัติระดับสั่งการและแนวร่วมปฎิบัติระดับดำเนินการ (DKP) ที่อยู่ในพื้นที่ อีกทั้งมีการขยายตัวของสมาชิกรุ่นใหม่เพิ่มขึ้น ทำให้บางฝ่ายเชื่อว่าขบวนการ BRN ได้เปลี่ยนแปลงไปเป็น "องค์กร" ที่เป็นระบบมากขึ้น มีศักยภาพสูงขึ้น มีเงินทุนเพิ่มขึ้น และได้รับการสนับสนุนในด้านต่างๆ ในทางเทคนิค เช่น การจัดองค์กร การแสวงหาสมาชิกใหม่ การหาทุน หาแนวร่วม รวมทั้งในด้านการเจรจาสันติภาพหรือ "พูดคุยสันติสุข" ทั้งในพื้นที่ ในระดับชาติ และในระดับนานาชาติ
3.2) แต่ข้อสังเกตนี้ ยังไม่ได้รับการยอมรับจากรัฐและหน่วยงานความมั่นคงของไทยโดยทั่วไป จึงทำให้รัฐไทยในรอบหลายปีที่ผ่านมา ขาดยุทธศาสตร์ (Winning Strategy) ที่จะเอาชนะภัยคุกคามใหม่นี้ อีกทั้งยังขาดการข่าวที่ดี ไม่สามารถวางกำลังป้องกันเหตุร้ายได้ทันท่วงที ขาดการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ ขาดการพัฒนาที่เหมาะสม ขาดแนวทางพูดคุยเจรจาที่มีประสิทธิภาพ และขาดความร่วมมือที่ดีกับเพื่อนบ้านและนานาชาติ ซึ่งทั้งหมดนี้ เป็น"การเสียสมดุล" ของฝ่ายรัฐมานานหลายปี ส่งผลให้ "การเติบใหญ่ของ BRN" (The Rise of BRN) เป็นไปอย่างรวดเร็วตามที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน