"กรมพระศรีสวางควัฒนฯ" พระราชทานพระโอวาทแก่นักศึกษาใหม่ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ประจำปีการศึกษา 2569
เมื่อวันที่ 3 กันยายน2569 เวลา 14.00 น. ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เสด็จพระดำเนินไปยังอาคารวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ในการพระราชทานพระโอวาทแก่นักศึกษาใหม่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ประจำปีการศึกษา 2569 โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากรและนักศึกษาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เฝ้ารับเสด็จฯ
การนี้ พระราชทานพระวโรกาสให้ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กราบทูลรายงานและเบิกผู้แทนนักศึกษาใหม่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ประจำปีการศึกษา 2569 แต่ละหลักสูตร เข้าเฝ้าถวายพานธูปเทียนแพ ต่อจากนั้น นักศึกษาใหม่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์กล่าวถวายคำสัตย์ปฏิญาณตน

ทั้งนี้ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ได้จัดระบบการคัดเลือกนักศึกษาที่ชัดเจน เพื่อให้ได้นักศึกษาที่มีคุณสมบัติสอดคล้องกับที่กำหนดในหลักสูตร มีการวางระบบการดูแลให้คำปรึกษา ทั้งในด้านวิชาการ วิชาชีพและวิชาชีวิต เพื่อให้นักศึกษามีความพร้อมทางปัญญา สุขภาพกายและจิต มีความมุ่งมั่นที่จะศึกษาเล่าเรียน รวมทั้งดำเนินการช่วยเหลือนักศึกษาที่มีความจำเป็นและขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อให้นักศึกษาทุกคนสามารถสำเร็จการศึกษาได้ตามระยะเวลาที่กำหนด สำหรับจำนวนนักศึกษาใหม่ในปีการศึกษา 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 504 คน จำแนกตามรายคณะ ประกอบด้วย
คณะพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต จำนวน 102 คน , หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต สำหรับผู้สำเร็จปริญญาตรีสาขาอื่น จำนวน 69 คน
คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาตจวิทยา จำนวน 5 คน , หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาฟิสิกส์การแพทย์ จำนวน 8 คน , หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสุขภาพดิจิทัล จำนวน 3 คน , หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต จำนวน 31 คน และหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิทยาศาสตร์ข้อมูลสุขภาพ จำนวน 37 คน
คณะเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุขภาพ หลักสูตรเทคโนโลยีมหาบัณฑิต จำนวน 5 คน , หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชารังสีเทคนิค จำนวน 50 คน , หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหวและสุขภาพ จำนวน 33 คน และหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาฉุกเฉินการแพทย์ จำนวน 35 คน
คณะวิทยาศาสตร์ หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชานวัตกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จำนวน 35คน คณะวิศวกรรมศาสตร์ หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศกรรมชีวการแพทย์ จำนวน 30 คน และ คณะนวัตกรรมอาหารและโภชนาการ หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีอาหารทางการแพทย์และสุขภาพ จำนวน 34 คน

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดตั้งขึ้นตามพระปณิธานของ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ตามพระราชบัญญัติราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พ.ศ. 2559 เพื่อถวายเป็นราชสดุดีแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ตามพระราชปณิธานที่ทรงมุ่งหวังให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดี และมีคุณภาพชีวิตที่ได้มาตรฐาน โดยทรงมีพระปณิธานในการพัฒนาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ให้เป็นสถาบันหลักด้านการศึกษาวิจัย การแพทย์ และการสาธารณสุข ทรงตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการผลิตและสร้างบุคลากรทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพในสาขาที่ขาดแคลน เพื่อเติมเต็มช่องว่างและยกระดับสุขภาวะให้กับพสกนิกรชาวไทย ปัจจุบันราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดการเรียนการสอนทั้งหมด 6 คณะ ประกอบด้วย คณะพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน คณะเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุขภาพ คณะวิทยาศาสตร์ คณะนวัตกรรมอาหารและโภชนาการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ พร้อมกันนี้ ยังได้บูรณาการงานวิจัย งานบริการวิชาการสู่สังคม และการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมความเป็นไทย ตลอดจนการเทิดทูนสถาบันหลักของแผ่นดิน ผสมผสานในการจัดการเรียนการสอน เพื่อมุ่งให้เกิดผลลัพธ์ของบัณฑิตในทุกมิติ ที่สอดคล้องกับเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์

โอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ได้พระราชทานพระโอวาทแก่นักศึกษาใหม่ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ประจำปีการศึกษา 2569 ความตอนหนึ่งว่า
“ ข้าพเจ้าขอน้อมนำพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เกี่ยวกับการศึกษาที่พระราชทานไว้ว่า ...
"การศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างและสะสมความรู้ ความคิด ความประพฤติ และคุณธรรมของบุคคล บุคคลทั่วไปเมื่อเจริญเติบโตขึ้น ย่อมต้องหมั่นแสวงหาความรู้และฝึกฝนตนเองให้เพิ่มพูนขึ้นอยู่เสมอ เพื่อให้มีความสามารถเพียงพอที่จะประกอบอาชีพการงานและดำรงชีวิตให้เป็นปกติสุข"
.... ข้าพเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกท่านจะใช้เวลาและโอกาสอันมีค่านี้ สั่งสมความรู้ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญอย่างฉลาดและมีสติ จงเป็นผู้ที่มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดช่องว่างระหว่างการเรียนรู้และการทำงานจริง และเติบโตไปเป็นบัณฑิตที่มุ่งมั่นทำความดี มีเมตตาและสามัคคี เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่า พร้อมจะสร้างความมั่นคงให้แก่ตนเอง ครอบครัว และประเทศชาติต่อไป ”