วันที่ 19 สิงหาคม 2569 นายวัชรพล โตมรศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) นครราชสีมา เขต 2 พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายกเทศมนตรีตำบลหัวทะเล ลงพื้นที่เยี่ยมและให้กำลังใจครอบครัวของ “น้องข้าวโอ๊ต” เด็กชายวัย 4 ขวบ ซึ่งถูกสุนัขจรจัดกัดและขย้ำบริเวณศีรษะจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ต้องเย็บบาดแผลกว่า 30 เข็ม เหตุเกิดในพื้นที่ตำบลหัวทะเล อำเภอเมืองนครราชสีมา ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นายวัชรพลได้นำเสื้อกีฬา อุปกรณ์กีฬา ผ้าห่ม อุปกรณ์การศึกษา และเงินจำนวนหนึ่ง มอบให้คุณตาของน้องข้าวโอ๊ต เพื่อช่วยเหลือและเป็นกำลังใจแก่ครอบครัวหลังเกิดเหตุ
นายวัชรพล กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาสุนัขจรจัดกำลังกลายเป็นภัยใกล้ตัวของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ตำบลหัวทะเล ซึ่งบริเวณบึงหัวทะเลมีจำนวนสุนัขจรจัดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเดิมประมาณ 200-300 ตัว ปัจจุบันคาดว่ามีเกือบ 500 ตัว และที่ผ่านมาเกิดปัญหาสุนัขไล่กัดประชาชน รวมถึงความเสี่ยงเรื่องโรคพิษสุนัขบ้า วันนี้ลงพื้นที่มาเพื่อให้กำลังใจผู้ปกครอง โดยเฉพาะคุณตาที่ดูแลหลานหลายคน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของเด็ก เด็กวิ่งเล่นตามปกติ แต่สุนัขกลับเข้ามากัด สิ่งที่น่ากังวลคือ หากเด็กไม่ได้โชคดีเหมือนน้องโอ๊ต และอาการรุนแรงกว่านี้จนเสียชีวิตหรือพิการ เราจะทำอย่างไร
นายวัชรพล ระบุว่า ได้ติดตามและผลักดันการแก้ไขปัญหาสุนัขจรจัดในพื้นที่มาหลายปี โดยทำงานร่วมกับเทศบาลตำบลหัวทะเล แต่ยังมีข้อจำกัดทั้งด้านงบประมาณ พื้นที่ และการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน จึงเตรียมนำปัญหาดังกล่าวเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร และได้รับแจ้งว่าจะมีการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาในการเปิดสมัยประชุมวันที่ 25 สิงหาคมนี้ สำหรับแนวทางเร่งด่วน นายวัชรพลเสนอให้เร่งทำหมันสุนัขจรจัดให้ครอบคลุมและรวดเร็วที่สุด หากจำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมากก็ควรดำเนินการ พร้อมเปิดทางให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถใช้งบประมาณในการจัดการปัญหาได้อย่างเต็มที่ เพื่อควบคุมจำนวนสุนัขไม่ให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ยังเสนอให้จัดตั้งศูนย์พักพิงสุนัขในระดับจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาเป็นแกนกลางในการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถนำสุนัขจรจัดเข้าสู่ระบบ มีสัตวแพทย์ดูแลอย่างเหมาะสม และลดปัญหาการจัดหาพื้นที่สำหรับดูแลสุนัขที่ยังติดขัดในหลายพื้นที่ ถ้าโคราชมีศูนย์พักพิงหรือศูนย์คลัสเตอร์สัก 4 แห่ง นำสุนัขจรจัดเข้าสู่ระบบ จากนั้นในระยะยาวต้องเดินหน้าเรื่องการขึ้นทะเบียนสุนัข การฝังไมโครชิป และระบุให้ชัดว่าสุนัขตัวไหนเป็นของใคร ใครเลี้ยงคนนั้นต้องรับผิดชอบ หากทำได้อย่างเป็นระบบ เชื่อว่าในระยะ 5-10 ปี ปัญหาเหล่านี้จะลดลง และทำให้สังคมน่าอยู่มากขึ้น
นายวัชรพล ย้ำว่า ปัญหาสุนัขจรจัดไม่ใช่ภาระของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง เนื่องจากสุนัขสามารถเคลื่อนย้ายข้ามพื้นที่ได้ จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากส่วนกลาง กระทรวง ทบวง กรม จังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมกันกำหนดมาตรการแก้ไขอย่างเป็นระบบ สุนัขเหล่านี้บางส่วนหิว บางส่วนถูกนำมาปล่อยทิ้ง และบางส่วนอยู่ในพื้นที่แต่ได้รับการดูแลไม่ทั่วถึง จึงกลายเป็นปัญหากับประชาชน วันนี้เหตุการณ์ของน้องโอ๊ตถือเป็นหนึ่งชีวิตที่สะท้อนปัญหาสังคม หากไม่รีบแก้ไข ปัญหานี้จะกลายเป็นภาระของลูกหลานในอนาคต” นายวัชรพลกล่าว
ทั้งนี้ นายวัชรพลยืนยันว่าจะนำปัญหาสุนัขจรจัดและข้อเสนอจากประชาชนในพื้นที่เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรในการประชุมวันที่25 สิงหาคมนี้ เพื่อผลักดันให้เกิดมาตรการที่เป็นรูปธรรม ทั้งการควบคุมจำนวนสุนัข การจัดตั้งศูนย์พักพิง การทำหมัน การขึ้นทะเบียน และการฝังไมโครชิป เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุสุนัขจรจัดทำร้ายประชาชนซ้ำอีก








