นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา เปิดโครงการ Smart Mom บูรณาการ “มหัศจรรย์ 1,000 วัน ด้วยรักศรัทธา” ที่โรงพยาบาลคูเมือง เตรียมคิกออฟพร้อมกันทั่วประเทศเดือนกันยายนนี้ มุ่งป้องกันหญิงตั้งครรภ์ใช้สารเสพติด ลดอัตราคลอดก่อนกำหนด และยกระดับการดูแลแม่และเด็ก ย้ำทุกภาคส่วนต้อง “เปลี่ยนวิธีคิด” ร่วมกันขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ
เมื่อวันที่ 4 ส.ค 69 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานเปิดโครงการ Smart Mom บูรณาการ “มหัศจรรย์ 1,000 วัน ด้วยรักศรัทธา” ที่โรงพยาบาลคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อขยายผลจากอำเภอลำปลายมาศสู่ 6 อำเภอนำร่องของจังหวัดบุรีรัมย์ โดยบูรณาการความร่วมมือจากกระทรวงสาธารณสุข หน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตำรวจ พม. และภาคีเครือข่าย ในการดูแลแม่และเด็ก พร้อมป้องกันปัญหาหญิงตั้งครรภ์ใช้สารเสพติด
นายโสภณ เปิดเผยว่า ในเดือนกันยายนนี้ จะมีการคิกออฟโครงการ Smart Mom พร้อมกันทั่วประเทศ เพื่อยกระดับการดูแลแม่และเด็ก ลดอัตราการคลอดก่อนกำหนด และแก้ปัญหาหญิงตั้งครรภ์ใช้สารเสพติด ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของทั้งมารดาและทารก หลังจากพบข้อมูลปี 2568 ระบุว่า ประเทศไทยมีอัตราการคลอดก่อนกำหนดร้อยละ 10.14 สูงกว่าเป้าหมาย โดยหนึ่งในสาเหตุสำคัญคือการใช้สารเสพติด โดยเฉพาะแอมเฟตามีน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนของมารดา และอาจทำให้ทารกเกิดอาการถอนยา รวมถึงมีปัญหาพัฒนาการในระยะยาว การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ต้องเริ่มตั้งแต่ช่วง 1,000 วันแรกของชีวิต จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งการป้องกัน ค้นหา บำบัด ฟื้นฟู และติดตามดูแลอย่างต่อเนื่อง โดยมีครอบครัวและชุมชนเป็นฐานสำคัญในการขับเคลื่อน
นายโสภณ กล่าวอีกว่า ทุกหน่วยงานต้อง “เปลี่ยนวิธีคิด” ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศ บริหารงบประมาณอย่างคุ้มค่า เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน แม้งบประมาณของหลายกระทรวงจะมีข้อจำกัด แต่กระทรวงสาธารณสุขในฐานะหน่วยงานที่ดูแลชีวิตประชาชน ต้องยิ่งสร้างศรัทธาด้วยคุณภาพการบริการและการทำงานร่วมกัน ทั้งนี้ฝากถึงโรงพยาบาลทั่วประเทศให้นำแนวทางของโครงการ Smart Mom ไปปรับใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพการบริการ พร้อมย้ำว่าโรงพยาบาลเป็นของประชาชนทุกคน ไม่ใช่ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง การทำงานจึงต้องอาศัยความร่วมมือและมนุษยสัมพันธ์ที่ดี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและทำให้ประชาชนพร้อมเข้ามามีส่วนร่วม
“วันนี้คือเวลาที่ทุกฝ่ายต้องเปลี่ยนวิธีคิด เพื่อร่วมกันก้าวผ่านวิกฤตของประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิตของแม่และเด็กไทยอย่างยั่งยืน” นายโสภณ กล่าว








