‘ประธานรัฐสภา’ เผยเตรียมขับเคลื่อนขยายผลโครงการ ‘Smart Mom’ พร้อมกันทั่วกันยายนนี้ เพื่อยกระดับการดูแลแม่และเด็ก ลดปัญหาการคลอดก่อนกำหนด และแก้ปัญหาแม่ตั้งครรภ์ใช้ยาเสพติด หลังพบปัญหาคลอดก่อนกำหนด ปี 68 ถึงร้อยละ 10.14 สูงกว่าเป้าหมาย ส่วนกรณีที่ถูกระบุว่า ประธานรัฐสภาขยันไม่ตรงปก ลั่นนี่คือการทำงานแก้ไขปัญหาของประชาชนแท้จริง ย้ำในภาวะวิกฤตของประเทศ ถึงเวลาต้องเปลี่ยนวิธีคิด
เมื่อวันที่ 3 ส.ค.69 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานเปิดโครงการ Smart Mom บูรณาการ ‘มหัศจรรย์ 1,000 วัน’ ด้วยรักศรัทธา ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข โดยกรมอนามัย ร่วมกับกรมสุขภาพจิต สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ หน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฝ่ายปกครอง ตำรวจ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และภาคีเครือข่าย ร่วมกันจัดขึ้นเพื่อขยายผลความสำเร็จจาก อ.ลำปลายมาศ สู่ 6 อำเภอนำร่องของจังหวัดบุรีรัมย์ คือ อ.ลำปลายมาศ อ.คูเมือง อ.หนองหงส์ อ.พุทไธสง อ.นาโพธิ์ และ อ.บ้านใหม่ไชยพจน์
ภายในงานมีการจัดนิทรรศการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากทั้ง 6 อำเภอนำร่อง และบูธจากกรมอนามัย และกรมสุขภาพจิต ในการถ่ายทอดแนวทางการดูแลแม่และเด็กในทุกช่วงวัย พร้อมเชื่อมโยงการป้องกันปัญหายาเสพติดตั้งแต่ในครรภ์ โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน ฝ่ายปกครอง ตำรวจ พม. และเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อร่วมกันดูแลสุขภาพ คุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ สภาพเศรษฐกิจ และป้องกันปัญหายาเสพติดที่อาจส่งผลกระทบต่อแม่และทารกในครรภ์อย่างเป็นรูปธรรม
โดยมี นายศักดิ์ ซารัมย์ ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย นายสมบูรณ์ สุธีระกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ นายแพทย์กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต นายแพทย์ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์ รองอธิบดีกรมกรมอนามมัย นายแพทย์วิฑิต สฤษฎีชัยกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 9 นายแพทย์ยุทธนา สุริยะ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ นายอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บุคลากรด้านสาธารณสุข และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนเข้าร่วมโดยพร้อมเพรียง ที่ห้องประชุมโรงพยาบาลคูเมือง อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์
นอกจากนี้ หน่วยงานภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ยังร่วมสนับสนุนโครงการ โดยนายรัฐพล ซารัมย์ ประธานมูลนิธิอาณัตพณ ซารัมย์ ร่วมมอบเงินสนับสนุนโครงการ Smart Mom และนายปรีชา ศรีบุญ นายก อบต.พรสำราญ ร่วมบริจาคเงินจำนวน 10,000 บาท ให้แก่ศูนย์มินิธัญญารักษ์ โรงพยาบาลคูเมือง เพื่อใช้ในการดำเนินงานด้วย
ทั้งนี้ จากข้อมูลการดำเนินงานที่ผ่านมา พบปัญหาสำคัญคือ อัตราการคลอดก่อนกำหนดในปี 2568 อยู่ที่ร้อยละ 10.14 ซึ่งยังสูงกว่าเป้าหมาย โดยหนึ่งในสาเหตุสำคัญมาจากการใช้สารเสพติด โดยเฉพาะสารแอมเฟตามีนในหญิงตั้งครรภ์ ที่ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทั้งต่อมารดาและทารก เช่น รกลอกตัวก่อนกำหนด ครรภ์เป็นพิษ ตกเลือดหลังคลอด รวมถึงทารกอาจมีอาการถอนยาแรกเกิด (NAS) ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และเสี่ยงต่อปัญหาพัฒนาการของสมอง ระบบประสาท ระบบทางเดินอาหาร และระบบหายใจ
นายโสภณ กล่าวว่า การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณภาพ จำเป็นต้องเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิต โดยเฉพาะช่วง 1,000 วันแรก ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดของการเจริญเติบโตทั้งด้านร่างกาย สมอง และพัฒนาการ หากเด็กได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมตั้งแต่ก่อนคลอด ระหว่างตั้งครรภ์ และหลังคลอด ย่อมเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ในอนาคต ขณะเดียวกันพบว่าปัญหาการใช้สารเสพติดในหญิงตั้งครรภ์และหญิงหลังคลอด ถือเป็นความท้าทายที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันแก้ไขอย่างจริงจัง เพราะมิได้ส่งผลกระทบเฉพาะต่อสุขภาพของมารดา และทารกเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อสถาบันครอบครัว ชุมชน และคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ของประเทศในระยะยาว ดังนั้นการแก้ไขปัญหานี้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันสร้างระบบการดูแลที่เข้มแข็ง ตั้งแต่การป้องกัน การค้นหา การบำบัด การฟื้นฟู และการติดตามดูแลอย่างต่อเนื่อง โดยมีครอบครัว และชุมชนเป็นฐานสำคัญ
นายโสภณ กล่าวต่อว่า ในเร็ววันนี้ ซึ่งคาดว่าน่าจะไม่เกินเดือนกันยายนนี้ จะมีการจัดคิกออฟโครงการ Smart Mom บูรณาการ ‘มหัศจรรย์ 1,000 วัน ด้วยรักศรัทธา’ ขึ้นที่กรุงเทพฯ เพื่อเป็นการขยายผลโครงการนี้ ที่จัดขึ้นในพื้นที่ 6 อำเภอของ จ.บุรีรัมย์ ที่เป็นโครงการเล็กๆ โดยจะทำอย่างไรให้เรื่องของการแก้ไขปัญหายาเสพติด และสมาร์ทมัม ให้เป็นเรื่องในระดับประเทศได้ ซึ่งทุกภาคส่วนจะต้องบูรณาการทำงานร่วมกัน ตนในฐานะประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีหลายคนบอกว่าตนเองขยันไม่ตรงปก เพราะการแก้ไขปัญหาของประเทศ คือหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ สภาก็เป็นหน่วยงานรัฐ ฉะนั้นถ้างบประมาณใดที่มีอยู่ ถ้าใช้ให้เกิดประโยชน์กับประชาชน ก็นั่นแหละคือการแก้ไขปัญหาประเทศ อย่าไปบอกว่าตนเองขยันไม่ตรงปก มีคนไปพูดมีบางพรรคไปพูด นี่แหละคือการแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งในเร็ววันนี้จะมีการจัดโครงการใหญ่ขึ้น
นายโสภณ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข ถ้าดูดี ๆ ก็จะมีงานเพิ่มขึ้นเยอะมาก โดยเฉพาะในภาวะที่ประเทศเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และในเรื่องวิกฤตของงบประมาณ แต่โรงพยาบาลที่บุรีรัมย์ ใน 6 อำเภอ สามารถบริหารจัดการได้ แต่มีโรงพยาบาลบางแห่งที่ปรากฎเป็นข่าวตามสื่อสารมวลชน มีการเรียกร้องงบประมาณ ซึ่งตนอยากเรียนว่าในภาวะที่ประเทศวิกฤตเรื่องงบประมาณ ทางโรงพยาบาลเองก็จะต้องบริหารจัดการให้ดีด้วย ไม่ใช่ว่าเรียกร้องเอาแต่เงิน แต่ว่าบริหารไม่เป็น ซึ่งเราเข้าใจว่างบประมาณมีจำกัดทุกคนก็รู้ แต่ในขณะที่งบประมาณมีจำกัด เราจะใช้งบประมาณได้แม่นยำอย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างไร และที่สำคัญจะส่งเสริมให้หน่วยงานอื่นมาร่วมอย่างไร อย่างเช่นที่ รพ.คูเมือง ได้มีการบูรณาการร่วมกับหลายหน่วยงาน มาร่วมโครงการ และไม่ใช่เฉพาะโครงการนี้โครงการเดียว หลากหลายโครงการทางโรงพยาบาลเขาก็มีส่วนร่วม
‘หากเจ้าหน้าที่เองตั้งใจทำงาน ประชาชนเขาจะสนับสนุนเอง เพราะถ้าประชาชนเข้าเชื่อมั่นในคุณภาพ เขาก็มารับการรักษา ฉะนั้นถ้าโรงพยาบาลบางแห่ง ที่กำลังเรียกร้องเรื่องงบประมาณกันอยู่ เราก็ต้องไปดูตัวเลขว่า งบประมาณได้เท่าไหร่ แล้วคนไข้ได้เท่าไหร่ คือในระบบบัตรทอง ถ้าไม่มีคนไข้มันขาดทุน ทำไมไม่มีคนไข้เพราะเขาไม่เชื่อมั่นในตัวคุณ ดังนั้นการปรับคุณภาพการรักษา มันก็ต้องทำควบคู่กันด้วย ถ้าประชาชนเขาไม่มั่นใจเขาก็ไปรักษาโรงพยาบาลอื่น เงินก็ตามไปจ่ายโรงพยาบาลอื่น โรงพยาบาลที่มีปัญหามันก็มีปัญหาอยู่แบบนี้’ นายโสภณ กล่าวและว่า
ดังนั้น จึงอยากให้โรงพยาบาลต่าง ๆ ที่มีปัญหาอยู่ในขณะนี้ได้ดูตัวอย่างที่เราทำกันอยู่นี้ ไม่เฉพาะแค่บริหารได้นะ ยังเป็นโรงพยาบาลที่มีคุณภาพ ก็จะทำให้ประชาชนเชื่อมั่น และขอให้คนในกระทรวงสาธารณสุข ได้ร่วมแรงกายใจกัน ฟันฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ใช่เฉพาะกระทรวงสาธารณสุข ที่ได้งบประมาณน้อย กระทรวงอื่นก็ได้งบประมาณน้อยเช่นเดียวกัน แต่ในขณะเดียวกันกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นกระทรวงที่ดูแลชีวิตประชาชน ประชาชนก็จะต้องร่วมมือ ถ้าจะให้ประชาชนร่วมมือ ผู้บริหารหรือหน่วยงานจะต้องสร้างศรัทธาของหน่วยงานตนเองให้ได้
ซึ่งผลลัพธ์ที่อยากเห็นก็คือคนในกระทรวงสาธารณสุข เปลี่ยนวิธีคิด ประชาชนเปลี่ยนวิธีคิด เพราะโรงพยาบาลไม่ใช่ของหมอไม่ใช่ของผู้อำนวยการ แต่เป็นของประชานทุกคน จึงต้องทำงานให้สอดคล้องกัน ถ้าจะให้ประชาชนสนับสนุนหน่วยงานก็จะต้องมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี รักษาไม่หายไม่เป็นไร เพราะว่ามนุษย์พอถึงเวลาก็ย่อมเป็นไปตามวาระ แต่ว่าคำพูดคำจา อัธยาศัยไม่ตรีก็จะต้องมี ฉะนั้นต้องเป็นยุคที่จะต้องเปลี่ยนวิธีคิดในภาวะวิกฤตของประเทศ นี่คือความคาดหวังของตน นายโสภณ กล่าวย้ำในที่สุด.
ภูมิภาค54








