นักวิชาการหลายสำนักท้วงหนัก TORไทย-พม่าแก้ปัญหาสารพิษปนเปื้อนแม่น้ำข้ามแดนไร้ประโยชน์-จวกเพียงแค่ต้องการปูพรมแดงชวน “มินอ่องหล่าย”มารับรู้ปัญหาแต่ขาดความจริงใจแก้ไข-แนะเลื่อนการลงนามออกไปก่อนหากไม่ปรับแก้
เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ภายหลังจากที่ได้มีการเผยแพร่ร่างข้อกำหนด TOR (Terms of Reference) ที่กำลังเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในวันที่ 4 สิงหาคม เพื่อให้หน่วยงานของรัฐบาลไทยและรัฐบาลพม่าร่วมกันลงนามในการแก้ไขปัญหาสารโลหะหนักปนเปื้อนในแม่น้ำที่เป็นเส้นเขตแดนและแม่น้ำข้ามแดนในวันที่ 6 สิงหาคม 2569 ซึ่ง พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมาจะเดินทางมาเยือนไทย ปรากฏว่าได้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง เนื่องจากเกรงว่าการลงนามที่กำลังจะเกิดขึ้นไม่ส่งผลต่อการแก้ไขปัญหา
ผศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึงที่มาของร่าง TOR ฉบับนี้ว่า ถูกขับเคลื่อนโดยคณะทำงานที่ตั้งขึ้นตั้งแต่สมัยอดีตรองนายกรัฐมนตรี ประเสริฐ จันทรรวงทอง และปัจจุบันอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรองนายกรัฐมนตรี ทรงศักดิ์ ทองศรี ซึ่งร่าง TOR ดังกล่าวเกิดขึ้นด้วยแนวทางทางการทูตและความเกรงใจ มีเจตนารมณ์หลักเพียงเพื่อดึงให้ประเทศเมียนมาในฐานะประเทศต้นน้ำ มาร่วมรับรู้ปัญหา เกิดความเห็นอกเห็นใจ และยอมร่วมมือกับประเทศไทยที่เป็นประเทศปลายน้ำ เพื่อจัดการปัญหามลพิษข้ามพรมแดนร่วมกัน
ผู้เชี่ยวชาญผู้นี้กล่าวว่า ท่าทีของหน่วยงานภาครัฐไทย ทั้งกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) และกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ไม่ได้ปักธงหรือมีเจตนาขั้นเด็ดขาดที่จะกดดันให้ทางการเมียนมายุติกิจกรรมเหมืองแร่ที่แหล่งกำเนิด แต่หวังเพียงแค่ชักชวนให้ประเทศต้นทางยอมเข้ามาร่วมทำงานกับฝั่งไทยเท่านั้น อย่างไรก็ตาม แม้ฝั่งไทยจะร่าง TOR ขึ้นมาด้วยความมุ่งหวังให้เกิดความร่วมมือ แต่เมื่อทางการเมียนมาปรับแก้และส่งกลับมา เจตนารมณ์นั้นกลับล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากฝั่งเมียนมาตอบกลับในลักษณะที่ไม่ได้วิตกทุกข์ร้อนกับผลกระทบที่คนไทยได้รับ อีกทั้งยังเปลี่ยนรูปแบบข้อตกลงให้กลายเป็นต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างเก็บน้ำไปตรวจ โดยอิงมาตรฐานที่หละหลวมของฝั่งตนเองเป็นหลัก ทำให้ TOR ฉบับนี้สูญเสียเป้าหมายและไม่สามารถสร้างผลกระทบ (Impact) ใดๆ ต่อการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้เลย
ผศ.ดร.สิตางศุ์ กล่าวว่า การพยายามเจรจากับประเทศต้นน้ำถือเป็นความพยายามที่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เนื่องจากฝ่ายต้นน้ำไม่มีความเห็นอกเห็นใจและไม่ได้เดือดร้อนกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับคนปลายน้ำ ร่าง TOR ที่รัฐบาลไทยพยายามผลักดันจึงแทบไม่มีประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ซึ่งเป็นคำถามถึงความจริงใจของรัฐบาลไทยที่ดูเหมือนจะพยายามรักษาสถานะ เกรงใจทุกชาติยกเว้นคนไทย
“เปรียบเสมือนเขาถ่ายใส่ส้วมแล้วฟลัช (Flush) ทิ้งลงมา เราที่เป็นปลายน้ำต้องรับไว้เต็มๆ แต่เขาไม่ได้เดือดร้อนอะไรกับเรา ขณะที่ความพยายามในการเจรจาระดับรัฐต่อรัฐดูเหมือนจะเป็นเพียงการต่างคนต่างทำ และไม่ได้สร้าง Impact ในการหยุดยั้งมลพิษแม้แต่น้อย รัฐบาลไทยทำอะไรอยู่ เสียงวิจารณ์จึงพุ่งเป้าไปที่การลงพื้นที่ของรัฐบาลว่าสุดท้ายก็นำไปสู่แค่การเดินพรมแดงต้อนรับเท่านั้น" อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการน้ำ กล่าว
ผศ.ดร.สิตางศุ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ในขณะที่ชาวบ้านริมน้ำต้องแบกรับความเสี่ยงทางสุขภาพสะสม แม้จะมีรายงานผลการตรวจวัดมลพิษยืนยันชัดเจน แต่กลับขาดความจริงจังจากรัฐบาล งบประมาณกลางที่ควรถูกนำมาจัดสรรเพื่อใช้ในการจัดการและตรวจสอบมลพิษเชิงลึกกลับไม่มีการอนุมัติอย่างเพียงพอ รัฐบาลไทย ผู้นำประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างนี้อย่างแท้จริง การลงพื้นที่ของฝ่ายบริหารทั้งในอดีตและปัจจุบันถูกมองว่าเป็นเพียงพิธีกรรม ในขณะที่การเตรียมการต้อนรับระดับสูงหรือการจัดเดินพรมแดง กลับดูจะได้รับการเอาใจใส่มากกว่าความเป็นความตายของประชาชนที่ต้องทนดื่มกินน้ำปนเปื้อน
“เมื่อความหวังจากกลไก TOR และความจริงใจของรัฐบาลไทยริบหรี่ เช่นนั้นเครือข่ายภาคประชาชนจึงเตรียมหารือถึงยุทธศาสตร์ใหม่ที่เข้มข้นขึ้น โดยมุ่งเป้าไปที่การยกระดับการเคลื่อนไหวสู่สากล ภาคประชาชนจำเป็นต้องขยับการขับเคลื่อนไปสู่เวทีระดับนานาชาติให้มากขึ้น เช่น การร้องเรียนต่อองค์การสหประชาชาติ (UN), องค์การอนามัยโลก (WHO) หรือองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ เพื่อสร้างแรงกดดันต่อทั้งรัฐบาลเมียนมา กลุ่มทุนจีน และรัฐบาลไทยเอง ควบคู่ไปกับการใช้เครื่องมือทางกฎหมายในประเทศ ทั้งกฎหมายข้อมูลข่าวสารและกฎหมายปกครอง เพื่อบังคับให้รัฐบาลปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงการประยุกต์ใช้หลักกฎหมายระหว่างประเทศอย่างหลักการ Duty of Care”ผศ.ดร.สิตางศุ์ กล่าว
นักวิชาการผู้นี้กล่าวว่า รวมถึงการถวายฎีกาซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางออกขั้นสูงสุดที่เครือข่ายภาคประชาชนจะนำมาพิจารณาเพื่อขับเคลื่อนต่อไป
“ลองเถอะ ไม่มีอะไรจะเสีย ทุกวันนี้ก็เสียกันไปวันละเล็กวันละน้อยอยู่แล้ว เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลหันมาเห็นหัวประชาชนคนไทยและปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานในชีวิตและสุขภาพ เราต้องทำทุกวิถีทาง วิกฤตมลพิษจากเหมืองแร่ข้ามพรมแดนไม่ใช่แค่เรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่คือเรื่องของความมั่นคงทางชีวิตและสุขภาวะของคนปลายน้ำ การที่รัฐบาลไทยยังคงนิ่งเฉยหรือแก้ปัญหาแบบลูบหน้าปะจมูก อาจเป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า ประชาชนในพื้นที่ต้องลุกขึ้นมาพึ่งพาตนเองและอาศัยพลังจากเวทีโลกในการเรียกร้องความยุติธรรม เพราะตราบใดที่กลไกรัฐยังคง เกรงใจทุกชาติยกเว้นคนไทย การแก้ปัญหาที่ต้นตอก็คงไม่อาจเกิดขึ้นจริง”ผศ.ดร.สิตางศุ์ กล่าว
ขณะที่ รศ.ดร.จารุประภา รักพงษ์ (คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) กล่าวถึงข้อสังเกตทางกฎหมายต่อ (ร่าง) ขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) ของคณะทำงานร่วมไทย–เมียนมา ว่า 1. ประเด็นการรักษาความลับของข้อมูล (Confidentiality) และข้อยกเว้นเพื่อการคุ้มครองสุขภาพของประชาชน (Public Health Exemption)
จาก (ร่าง) TOR ที่ฝ่ายเมียนมาเสนอ มีการกำหนดข้อจำกัดห้ามเปิดเผยหรือส่งต่อข้อมูลที่เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือแบบทวิภาคีแก่บุคคลภายนอก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชน ในการนี้ จึงควรเสนอให้มีการเพิ่ม ข้อยกเว้นเพื่อการคุ้มครองสุขภาพของประชาชน (Public Health Exemption) เพื่อมิให้ข้อจำกัดดังกล่าวมีผลใช้บังคับในกรณีที่เกิดวิกฤตทางสิ่งแวดล้อมหรือมลพิษ ซึ่งมีความจำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลอย่างเร่งด่วนเพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพและความปลอดภัยของสาธารณชน โดยอย่างน้อยควรบัญญัติถ้อยคำดังนี้ "However, these restrictions shall not apply to any disclosure of information that is required to protect public health, safety, or the environment in the event of an environmental or public health crisis."
หากไม่สามารถเจรจาผลักดันให้มีการเพิ่มข้อยกเว้นดังกล่าวได้ ไทยควรพิจารณาผลักดันให้ตัดบทบัญญัติว่าด้วยการรักษาความลับในส่วนนี้ออกไปเสีย
2. รูปแบบการดำเนินงานร่วม (Joint Operations) และมาตรฐานทางเทคนิค การที่ฝ่ายเมียนมาเสนอให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบจากการปฏิบัติงานร่วมกัน (Joint Operations) มาเป็นการตรวจวัดโดยแยกกันดำเนินการ แล้วจึงนำผลมาแลกเปลี่ยนและพิจารณาร่วมกันนั้น อาจสร้างความลักลั่นในทางปฏิบัติ ดังนั้นจึงควรมีข้อตกลงหรือแนวปฏิบัติในลำดับรองลงมาเพื่อกำหนดวิธีการเก็บตัวอย่าง การตรวจวิเคราะห์ และเทคนิคทางห้องปฏิบัติการ โดยอ้างอิงมาตรฐานสากล อาทิ มาตรฐาน ISO (International Organization for Standardization) หรือมาตรฐานอื่นที่ทั้งสองฝ่ายให้การยอมรับร่วมกัน ทั้งนี้ เพื่อประกันว่าผลการวิเคราะห์มีความเทียบเคียงกันได้ และป้องกันข้อโต้แย้งอันเนื่องมาจากความแตกต่างของระเบียบวิธีวิเคราะห์ (เช่น กรณีที่ผลการตรวจวัดของไทยพบค่าเกินมาตรฐาน แต่ฝ่ายเมียนมากลับพบว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ)
3.. ความเชื่อมโยงกับกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคและหลักกฎหมายระหว่างประเทศ
การจำกัดขอบเขตความร่วมมือให้อยู่ในระดับทวิภาคีเพียงอย่างเดียว พร้อมทั้งตัดทอนบทบาทของกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคหรือองค์กรระหว่างประเทศออกไป อาจส่งผลให้อ่อนแอลงในมิติการบังคับใช้หลักกฎหมายสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะ หลักการใช้ความระมัดระวังตามสมควร (Due Diligence) ซึ่งผูกพันให้รัฐต้นทางมีหน้าที่ป้องกันมิให้กิจกรรมในเขตอำนาจของตน (เช่น กิจการเหมืองแร่หรืออุตสาหกรรมในลุ่มน้ำแม่น้ำกก) ก่อความเสียหายต่อรัฐปลายทาง หากฝ่ายเมียนมาปฏิบัติตามกรอบ TOR ทวิภาคีที่มีมาตรฐานต่ำกว่าสากลแล้วอ้างว่าได้ดำเนินการครบถ้วนสมบูรณ์ ย่อมอาจทำให้การกล่าวอ้างบรรทัดฐานสากลของไทยมีความซับซ้อนและมีน้ำหนักลดลงในทางปฏิบัติ
4. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย: การชะลอการลงนามหากไม่สามารถปรับแก้สาระสำคัญ แม้ (ร่าง) TOR ฉบับนี้จะมีสถานะเป็นเพียงเครื่องมือประเภทกฎหมายอ่อน (Soft Law Instrument) ที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศโดยตรง และไม่ก่อสิทธิหรือหน้าที่อันสมบูรณ์ ทว่าประเทศไทยควรใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งยวดก่อนตัดสินใจผูกพันตน หากไม่สามารถเจรจาปรับปรุงแก้ไขสาระสำคัญ โดยเฉพาะประเด็นข้อยกเว้นด้านสุขภาพประชาชน (Public Health Exemption) และมาตรฐานการตรวจสอบร่วมได้ การยอมรับกรอบความร่วมมือที่มีมาตรฐานต่ำกว่าหลักกฎหมายสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ อาจถูกหยิบยกขึ้นมาใช้เป็นข้ออ้างในอนาคตเพื่อปฏิเสธความรับผิด หรือลดทอนอำนาจต่อรองของไทยในการปกป้องสิทธิและประโยชน์ของรัฐและประชาชน
“ด้วยเหตุนี้ หากไม่สามารถผลักดันการแก้ไขสาระสำคัญดังกล่าวได้ ประเทศไทยควรพิจารณาชะลอการลงนามใน TOR ออกไปก่อน จนกว่าจะสามารถบรรลุความตกลงที่มีความเหมาะสมและรัดกุมเพียงพอในการคุ้มครองสวัสดิภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง”รศ.ดร.จารุประภา กล่าว
อริศรา เหล็กคำ อาจารย์ประจำ สำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่ารัฐบาลไทยยังทำการบ้านไม่ดีพอในการร่าง TOR ไปเจรจากับเมียนมาเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษจากเหมืองต้นทาง โดยนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 มีข้อมูลปรากฏแล้วว่าแม่น้ำข้ามพรมแดนสายอื่นก็ตรวจพบการปนเปื้อนโลหะหนักเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำสาละวิน หรือกระบุรี แต่เนื้อหาของ TOR ในการจัดตั้งคณะกรรมการฝั่งไทย ยังจำกัดเพียงจังหวัดเชียงราย และเสนอฝั่งเมียนมารัฐฉานเท่านั้น หรือเพราะเสียงของคนแม่น้ำที่อื่นไม่ดังเท่าเสียงของคนแม่น้ำกก รัฐจึงลืมพวกเขา นอกจากคณะกรรมการฝ่ายไทยไม่มีแม้กระทั่งหน่วยงานด้านเหมืองแร่ ในขณะที่เมียนมาแก้ไขมาให้คณะกรรมการฝั่งเขามีคณะทำงานด้านเหมืองแร่ด้วย แต่ไทยกลับไม่มี แม้ในส่วนของความเป็นมาจะมีการกล่าวถึงเหมืองแร่บ้าง ท้ายที่สุดนี้ TOR ฉบับนี้ ยังวนอยู่ที่การทำงานของคณะทำงานเทคนิคร่วมระหว่างไทยกับเมียนมา (TWG) ที่ต่างแยกกันทำงาน และแต่ละประเทศจัดทำรายงานออกมา หลังจากนี้อีก 3 ปี เราจะได้มาแต่รายงานของข้อมูลที่คณะทำงานเหล่านี้ทำ แต่ปัญหายังไม่ถูกแก้ และเป็นข้ออ้างของรัฐบาลต่อประชาชนว่าได้คุยกับเมียนมาแล้ว แต่เนื้อหาที่คุยไม่ใช่การแก้ไขปัญหา
#ไทยพม่า #สิ่งแวดล้อม








