แหล่งกำเนิดมะม่วงชื่อดังเมืองแปดริ้ว เผชิญวิกฤตพื้นที่ปลูกลดลงอย่างต่อเนื่อง เหตุคนรุ่นใหม่ไม่สืบทอดอาชีพ เกษตรกรสูงวัยทยอยเลิกทำสวน ประกอบกับแรงกดดันจากราคาตลาดและการนำเข้ามะม่วงต่างประเทศ ส่งผลให้มะม่วงสายพันธุ์ท้องถิ่นเสี่ยงสูญหายในอนาคต แม้ยังมีการผลักดันมาตรฐาน GI และ GAP เพื่อรักษาคุณภาพ
วันที่ 9 มิ.ย.69 เวลา 14.00 น. ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากนายบุญสม ศรีศิริโชคชัย อายุ 78 ปี อยู่ ม.2 ต.สาวชะโงก อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา เจ้าของสวนมะม่วงสาวชะโงกพันธุ์แท้ ว่าปัจจุบันอาชีพการทำสวนมะม่วงในพื้นที่ตำบลสาวชะโงกได้ทยอยลดลงอย่างน่าใจหาย จากเดิมที่มีพื้นที่การเพาะปลูกมากมายหลายพันไร่จนเกือบเติมพื้นที่ เหลือเพียงแค่ประมาณ 500-600 ไร่ในปัจจุบันเท่านั้น ทั้งที่พื้นที่ในบริเวณนี้ถือเป็นต้นกำเนิดแหล่งปลูกมะม่วงชั้นนำขึ้นชื่อมีชื่อเสียงโด่งดังไปไกลถึงต่างประเทศ
จากเหตุปัจจัยที่เป็นเมือง 3 น้ำ ทั้งน้ำจืด น้ำเค็ม น้ำกร่อย จึงทำให้มะม่วงแต่ละชนิดมีรสชาติดีที่ไม่เหมือนใคร และไม่สามารถลอกเลียนแบบรสชาติกันได้ โดยเฉพาะมะม่วงรับประทานเนื้อดิบที่จะให้รสชาติได้อย่างครบรส แบบ 3 รส คือ มัน หวาน และอมเปรี้ยว ทั้งยังมีกลิ่นหอมด้วย โดยสาเหตุที่เป็นปัจจัยทำให้พื้นที่เพาะปลูกของชาวสวนเริ่มหดหายไปนั้น เนื่องจากขาดคนสืบทอดต่อจากชาวสวนรุ่นเก่า ที่หลายครอบครัวบุตรหลานต่างไปประกอบอาชีพอื่น หรือบ้างก็ตัดโค่นมะม่วงทิ้งหันไปทำบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ ทั้งบ่อกุ้งและบ่อปลา รวมถึงการไปรับจ้างในภาคอุตสาหกรรมที่รุกคืบเข้ามาในพื้นที่พัฒนาพิเศษ (EEC)
ขณะที่ครอบครัวของตนนั้นทำสวนมะม่วงอยู่บนเนื้อที่ 20 ไร่ ทำสวนมะม่วงขายตึกประมาณร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนที่เหลือทำสวนมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง เขียวเสวย ทวายเดือนเก้า และแก้วขมิ้นบางส่วน ซึ่งในอนาคตนั้นยังไม่แน่นอนว่าจะมีคนมาสืบทอดทำต่อหรือไม่ เนื่องจากตนมีบุตรชายเพียง 2 คน เสียชีวิตไปแล้ว 1 คน ยังเหลือบุตรชายคนโตวัย 53 ปีที่ไปทำสวนยางอยู่ในพื้นที่ห่างไกลต่างอำเภอ ที่ อ.ท่าตะเกียบ หากไม่มีคนมาสืบทอดต่อก็อาจจะให้คนอื่นมาเช่าทำต่อไป เพราะขณะนี้ตนเองวัยใกล้ 80 ปีแล้วในอนาคตก็อาจจะทำต่อไปไม่ไหว และปัจจุบันอยู่กันแต่เพียง 2 คนตายายกับภรรยาที่บ้าน
สำหรับพื้นที่ใน ต.สาวชะโงก แห่งนี้ ถือเป็นแหล่งต้นกำเนิดของมะม่วงสายพันธุ์ขายตึกโดยแท้จริง ที่เกิดจากมะม่วงแรดกลายพันธุ์ขึ้นภายในสวนของ “นายบุญเหลือ บุญประสิทธิ์” ซึ่งเป็นชาวสวนมะม่วงแรดปลูกอยู่บนเนื้อที่ประมาณ 7 ไร่ในพื้นที่ ม.3 ถัดไปจากที่นี่ไม่ไกล หลังมะม่วงแรดภายในสวนของนายบุญเหลือ ได้เกิดการกลายพันธุ์ขึ้นโดยที่เจ้าของก็ยังคงเก็บผลผลิตออกไปขายตามปกติ แต่ไม่ได้รับความสนใจจากคนซื้อเท่าใดนัก เพราะต่างก็พากันบอกว่าเป็นมะม่วงกลายพันธุ์ จึงไม่ได้รับความสนใจซื้อในตลาด แต่รสชาติของมะม่วงกลับดีในมะม่วงที่แก่จัด
ครั้งแรกที่ตนได้นำมาปลูกเมื่อกว่า 60 ปีก่อนนั้นยังถูกเตี่ย (บิดา) ดุว่าจะเอามาปลูกทำไมเพราะปลูกแล้วขายไม่ได้ โดยมีการมาทำตลาดแล้วขายกันได้เมื่อช่วงปี พ.ศ.2527-2528 ที่เริ่มมีการห่อผลของมะม่วงจนมีสีเหลืองสวยงามแล้ว และเริ่มได้รับความนิยมเมื่อประมาณปี พ.ศ.2530 โดยรสชาติไม่แตกต่างไปจากมะม่วงแรด แต่จะต่างกันเพียงแค่กลิ่นเพียงเล็กน้อย โดยแรดจะหอมกว่าแต่ขายตึกจะมีกลิ่นยางมะม่วงในราคาที่ใกล้เคียงกัน ส่วนชื่อ “ขายตึก” นั้น เป็นเรื่องเล่ากันมาเมื่อ 60-70 ปีก่อน ชาวบ้านจากสาวชะโงกได้นำเอามะม่วงแรดกลายพันธุ์ไปขายที่ย่านมหานาค กทม. ตอนนั้นยังไม่มีชื่อเรียกว่าเป็นมะม่วงอะไร
โดยมีพ่อค้าคนจีนที่นำกระบุงปากบานมารับหาบไปขาย จากวังมหานาคไปยังเฉลิมกรุง เฉลิมไทยและไปเยาวราช เพราะคนจีนเยาวราชขณะนั้นชอบกินมะม่วงแรดแก่กันอย่างมาก เมื่อได้ลองนำเอามะม่วงแรดกลายแก่ไปขายบ้าง รสชาติก็ยังถูกยอมรับว่าใช้ได้เช่นกันแม้ขณะนั้นผลของมะม่วงยังไม่ออกสีเหลืองเพราะชาวสวนยังไม่ได้ห่อ ต่อมาจึงได้รับคำชื่นชมจากกลุ่มชาวจีน ว่ามีรสชาติอร่อยสำหรับผลมะม่วงแรดกลายพันธุ์แก่จัด และทำให้วงร้านกาแฟต่างพากันซื้อลิ้มลองชิมกันจากหาบเร่คนจีน และต่างพากันบอกว่ามะม่วงนี้อร่อยไปตามๆ กัน จนพูดกันไปว่าจะต้องขายตึกเพื่อมาซื้อมะม่วงนี้กินกันแล้ว
หลังจากนั้นทางพ่อค้าจึงได้นำเรื่องราวที่เกิดขึ้นมาเล่าบอกว่า คนที่เยาวราชที่ซื้อมะม่วงไปกินเขาบอกว่ามะม่วงพันธุ์นี้เขาจะขายตึกมาซื้อกินแล้ว เพราะเขาบอกว่าอร่อย และต่างพากันพูดถึงกันทั่วไปทั้งตลาดวังมหานาค จึงต่างพากันเรียกชื่อมะม่วงแรดกลายพันธุ์นี้ไปว่า “มะม่วงขายตึก” ติดปากกันเรื่อยมา ชื่อนี้จึงมีต้นกำเนิดมาจากย่านเยาวราช ขายตึกจึงมีต้นกำเนิดมาจากมะม่วงกลายชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นในเขตพื้นที่ ต.สาวชะโงก อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา แม้แต่มะม่วงเขียวเสวย มะม่วงเจ้าคุณทิพย์ และมะม่วงสายฝนที่แก่แล้วมีรสมันหวาน ก็เกิดจากมะม่วงกลายพันธุ์มาจากมะม่วงอื่น และถูกนำมาตั้งชื่อกันใหม่จากรสชาติที่ดีแยกออกมาจากสายพันธุ์เดิม ซึ่งทราบว่าหลายชนิดเป็นชื่อพระราชทานด้วย
สำหรับตลาดขายตึกในอดีตก็ยังไม่ดีเท่าที่ควร เพราะยังนิยมเฉพาะกลุ่มชาวจีนในเยาวราช เมื่อประมาณปี พ.ศ.2527 เกษตรกรจึงได้ริเริ่มหันมาห่อมะม่วงขายตึกกัน เพราะก่อนหน้าชาวสวนห่อแต่มะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้กันอยู่แล้ว จึงได้หันมาห่อมะม่วงขายตึกกันบ้าง จึงทำให้ผิวมะม่วงมีสีเหลืองสวยงามน่ารับประทานคล้ายกับสีของมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ผิดไปจากมะม่วงแรดที่เมื่อถูกห่อแล้วผิวกลับออกเป็นสีขาว จนเริ่มได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้หลายคนชื่นชอบที่จะซื้อไปบริโภคเพราะว่าผลของสีที่ผิวเหลืองสวยงาม
ส่วนในสวนของตนนั้นได้อนุรักษ์สายพันธุ์มะม่วงขายตึกต้นฉบับ สายพันธุ์แท้ดั้งเดิมของพื้นที่เอาไว้มานานกว่า 60 ปีแล้ว ที่ยังคงเป็นรสชาติของมะม่วงขายตึกแบบดั้งเดิมของพื้นที่ จึงทำให้มีห้างสรรพสินค้าเข้ามารับไปวางจำหน่ายเป็นประจำในทุกๆ ปี จึงเป็นมะม่วงที่ยังมีอนาคตและยังคงมีเส้นทางไปต่อได้ เพราะหากนำไปปลูกยังในพื้นที่อื่นนั้น รสชาติจะไม่คงเดิมหรือจะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพของพื้นที่ ที่นำไปปลูก พื้นที่การปลูกที่จะยังคงไว้และให้รสชาติดั้งเดิมได้นั้นจะต้องเป็นพื้นที่บริเวณ ต.สาวชะโงก อ.บางคล้า อ.คลองเขื่อน อ.เมืองฉะเชิงเทรา และอ.บ้านโพธิ์บางส่วนเท่านั้น ที่อยู่ในเขตของดินสามน้ำ
โดยสวนของตนไม่ได้มุ่งเน้นหรือทำมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ซึ่งเป็นสายพันธุ์ขึ้นชื่อของพื้นที่อีกสายพันธุ์หนึ่งทางด้านรสชาติและเป็นเกษตร GI ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปจนถึงต่างประเทศ โดยเน้นที่จะอนุรักษ์สายพันธุ์มะม่วงขายตึกพันธุ์ดั้งเดิมเอาไว้เท่านั้น ขณะที่สายพันธุ์แก้วขมิ้นและทวายเดือนเก้าที่กลายพันธุ์มาจากแก้วขมิ้นนั้น เป็นมะม่วงที่ราคาตกต่ำลงอย่างมากจากเดิมเคยขายได้ กก.ละ 40-50 บาท ราคาได้ตกลงมาเหลือ 5 บาท เหตุจากมีการนำมะม่วงต่างชาติ (เขมร) เข้ามาตีตลาด และมีช่วงที่ราคาดีขึ้นมาถึง 40 บาทในช่วงที่มีการปิดด่านชายแดนจากการสู้รบกัน ระหว่างไทยและกัมพูชา
สังเกตได้จากมะม่วงเปรี้ยวมะม่วงยำอย่างทวายเดือนเก้า จากเดิมผลผลิตนอกฤดูกาลจะขายได้ที่ราคา กก.ละ 20-25 บาท แต่เมื่อมีการปิดด่านราคาขยับขึ้นไปถึง 40 บาทเหตุจากมะม่วงขาดตลาด จากนั้นราคาได้ตกต่ำลงมาอีกครั้ง หลังจากมีการลักลอบนำเข้ามะม่วงจากกัมพูชาเข้ามาได้อีก โดยเชื่อกันว่าเป็นการนำเข้าผ่านมาทางประเทศที่ 3 คือ ผ่านทางท่าเรือในเวียดนาม และทางบกผ่านมาทางลาว จึงทำให้ช่วงฤดูกาลที่ผ่านมามะม่วงแก้วขมิ้นและทวายเดือนเก้าราคาได้ตกต่ำดิ่งลงมาอีกครั้ง ทำให้เกษตรกรทนสู้ต่อต้นทุนการผลิตไม่ไหว ทำให้รู้สึกเบื่อหน่ายในเรื่องของการตลาด และบุตรหลานจึงต่างพากันทยอยเปลี่ยนอาชีพไป นายบุญสม กล่าว
และกล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งสำคัญที่สุดในการทำสวนมะม่วงยุคปัจจุบันจะต้องมีคุณภาพอย่าไปโกหกผู้บริโภค ไม่อย่างนั้นจะไปลำบาก เพราะปากต่อปากจะแพร่ไปอย่างรวดเร็วมาก โดยเฉพาะในโลกของการสื่อสารที่รวดเร็วในยุคปัจจุบัน รวมถึงจะต้องมีใบรับรองมาตรฐานอีกหลากหลายในปัจจุบัน เช่น GAP (เกษตรปลอดภัย) และ GI (สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์) ซึ่งหากไม่มีหลักประกันคุณภาพตรงนี้ ก็คงจะขายยากในอนาคต เพราะพ่อค้าก็ไม่เอา ส่งออกก็ไม่ได้ และห้างสรรพสินค้าในประเทศก็ยังไม่เอาอีก เวลานี้ก็น่าเสียดายหากบุตรชายวัย 53 ปี ที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวไม่มารับช่วงทำต่อไป เพราะมะม่วงที่นี่รสชาติดีที่ควรแก่การอนุรักษ์เอาไว้ หากไม่มีคนมารับช่วงต่อก็ถือว่าหมดรุ่นสู่รุ่นเพราะคงไปบังคับใครให้มาทำต่อไม่ได้ นายบุญสม กล่าว
ขณะข้อมูลจาก น.ส.วิณลดา บุญวรภัสร์ เกษตรจังหวัดฉะเชิงเทรา กล่าวว่า เป็นข้อเท็จจริง ที่เดิมนั้นพื้นที่ปลูกมะม่วงใน จ.ฉะเชิงเทรา มีพื้นที่กว่า 2 หมื่นไร่ แต่ในช่วง 2-3 ปีล่าสุดมีพื้นที่เหลือเพียงประมาณ 1.7 หมื่นไร่ เนื่องจากสวนมะม่วงบางส่วนเก่าแก่ มะม่วงบางส่วนมีอายุมากแล้ว ประกอบกับเกษตรกรของเรานั้นยังมีอายุมากด้วย และไม่มีทายาทที่จะสืบทอดทำสวนมะม่วงต่อ ทำให้สวนบางส่วนถูกปล่อยทิ้งร้าง ไม่มีการจัดการ ไม่มีการเก็บเกี่ยวผลผลิต จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้พื้นที่ปลูกลดลง และอีกส่วนหนึ่งนั้น หลังจากเราเริ่มเป็นเมืองอีอีซี หรือเขตพื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก บริบทพื้นที่และสภาพเศรษฐกิจสังคมได้เปลี่ยนแปลงไป ทำให้เกษตรกรบางส่วนมีการขายที่ดินไปแล้ว จึงทำให้พื้นที่ลดลงด้วย
แต่ว่าในการส่งเสริมของเรานั้น ยังเน้นในด้านของคุณภาพผลผลิต แม้พื้นที่การผลิตจะลดลงแต่เรายังสามารถส่งเสริมให้ผลผลิตต่อต้นเพิ่มมากขึ้นได้ เพื่อเข้ามาทดแทนพื้นที่ส่วนที่ลดหายไป โดยพื้นที่สวนมะม่วงที่ลดหายลงไปนั้น ส่วนใหญ่ยังคงเป็นในเขต อ.บางคล้า อ.คลองเขื่อน และ อ.แปลงยาว บางส่วน แต่พื้นที่ปลูกมะม่วงใน จ.ฉะเชิงเทรา มีถึง 8 อำเภอ แต่จะมีการปลูกมากที่สุด คือ อ.บางคล้า คลองเขื่อน พนมสารคาม แปลงยาว ซึ่งเป็นพื้นที่การปลูกเพื่อส่งออกและเข้าโมเดิร์นเทรดเป็นส่วนใหญ่
โดยทั้ง 4 อำเภอนี้พื้นการปลูกลดลงในทุกอำเภอ แต่ที่ อ.บางคล้า ก็ยังมีการปลูกมากที่สุดและถือเป็นพื้นที่หลัก เนื่องจากชาวสวนเป็นมืออาชีพ รวมถึงยังเป็นพื้นที่ GI มะม่วงด้วย ทำให้คุณภาพของที่ อ.บางคล้าและคลองเขื่อน ยังมีผลผลิตที่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค ส่วนตลาดส่งออกนั้น ในอดีตจะส่งออกไปที่ญี่ปุ่นมาก แต่ขณะนี้ส่วนใหญ่ได้ส่งไปที่เกาหลีใต้ และมะม่วงส่งออกหลักก็ยังเป็นมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของตลาดในต่างประเทศ การส่งออกนั้นไม่ได้ลดลง และยังเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ เพียงแต่เปลี่ยนจากตลาดญี่ปุ่นไปเป็นตลาดเกาหลีใต้มากขึ้น
สำหรับมูลค่าการส่งออกเมื่อปี 2568 ประมาณ 20 กว่าล้านบาท ปริมาณผลผลิตที่ส่งออกไปกว่า 400 ตัน ส่วนในปีนี้คาดว่าอาจจะอยู่ที่กว่า 300 ตัน แต่ยังไม่สุทธิจึงอาจมีการส่งออกในระดับที่ใกล้เคียงกันกับปีที่แล้ว ส่วนในอดีตนั้นเราเคยส่งออกสูงสุดในปริมาณกว่า 700 ตัน แต่ขณะนี้ได้มีเงื่อนไขในการส่งออกและมาตรฐานที่เพิ่มมากขึ้น จึงทำให้การส่งออกมะม่วงของเราลดลง น.ส.วิณลดา กล่าว








