วันที่ 24 พฤษภาคม 2569 ภายหลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส ฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน” เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมีเป้าหมายเพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและรักษากำลังซื้อของประชาชน รวมถึงช่วยกระตุ้นรายได้ให้ผู้ประกอบการร้านค้า โครงการดังกล่าวเป็นมาตรการร่วมจ่ายค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่กำหนด ในรูปแบบ 60/40 ครอบคลุมประชาชนรวมกว่า 43 ล้านคน แบ่งเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ 13.18 ล้านคน และประชาชนทั่วไปประมาณ 30 ล้านสิทธิ โดยเปิดให้ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน เป๋าตัง ระหว่างวันที่ 25–29 พฤษภาคม 2569 เวลา 06.00–22.00 น. หรือจนกว่าสิทธิจะครบจำนวน สำหรับผู้ที่เคยเข้าร่วมโครงการเดิม ต้องยืนยันสิทธิผ่านแอปฯ เป๋าตัง ขณะที่ผู้ที่ไม่เคยเข้าร่วมจะต้องลงทะเบียนใหม่ และจะได้รับผลการยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชันหรือ SMS
ล่าสุด เวลา 17.30 น.ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปยังย่านการค้าตลาดชายแดนช่องจอม ต.ด่าน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ เพื่อสอบถามความคิดเห็นและการเตรียมความพร้อมที่จะลงทะเบียนในโครงการดังกล่าว จากบรรดาประชาชนใน พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้าที่ขายกับข้าวเย็นและของกินริมทางหน้าตลาดการค้าชายแดนช่องจอม ที่พบว่าเป็นไปอย่างเงียบเหงา ไม่คึกคักเท่ากับช่วงก่อนเกิดสถานการณ์การสู้รบ
โดยนางกนกอร สเน่หา แม่ค้าขายไส้กรอกย่างและปอเปี๊ยะทอด ริมทางหน้าตลาดการค้าชายแดนช่องจอม กล่าวว่า ตนจะลงทะเบียนช่วงเช้า โครงการนี้ดี ช่วยให้ขายของคึกคักขึ้น ชาวบ้านชายแดนจะได้มีการใช้จ่าย อยากหมีโครงการนี้ตลอดไป เพราะการค้าขายชายแดนเงียบมาก
นางรัตนา ชูกล้า แม่ค้าขายสินค้าทั่วไปหน้าตลาดการค้าชายแดนช่องจอม กล่าวว่า ตนจะลงทะเบียนแต่เช้า โครงการนี้ดี จะช่วยกระตุ้นเศรฐกิจ การค้าขายชายแดนเงียบมาก เผื่อโครงการนี้จะได้ช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจชายแดนไทยดีขึ้น อยากให้มีโครงการนี้ต่อไป เพราะคนชายแดนหากินยากมาก อยากให้รัฐบาลช่วยส่งเสริมการพัฒนาชายแดนเพื่อให้เศรษฐกิจดีขึ้น เพราะพ่อค้าแม่ค้าชายแดนขายของแย่มากและเงียบมาก








