พม.ส่งทีมสหวิชาชีพเรียกขวัญเยียวยาญาติเหยื่อฆ่ายัดหีบเหล็ก

ภูมิภาค10 ม.ค. 2567 • 23:56 น.
พม.ส่งทีมสหวิชาชีพเรียกขวัญเยียวยาญาติเหยื่อฆ่ายัดหีบเหล็ก

"พม."ได้ส่งทีมสหวิชาชีพปลอบขวัญเยียวยาญาติเหยื่อถูกฆ่ายัดหีบเหล็กถ่วงน้ำ วอนชุมชนเป็นหูเป็นตาไม่ให้เกิดเหตุอีก ขณะที่ชาวบ้านผวาเหตุสะเทือนขวัญ นิมนต์พระจัดพิธีเสริมสิริมงคล

     จากกรณี เมื่อช่วงดึกวันที่ 8 ม.ค. นายวรุตย์ เดชภูมี อายุ 35 ปี ลวงให้ นายประหยัด เดชภูมี อายุ 66 ปี ผู้เป็นพ่อ และน.ส.เพียงเพ็ญ เดชภูมี อายุ 33 ปี น้องสาว ลงไปนอนในหีบเหล็กที่จัดเตรียมมาบนแท่นวาง เหนือริมหนองหลุมหิน บ้านสร้างขุ่ย หมู่ 6 ต.พังโคน อ.พังโคน จ.สกลนคร โดยออกอุบายจะถ่ายคลิปทำคอนเทนต์ตกปลาลงโซเชียล โดยทั้งคู่หลงเชื่อจึงทำตาม จากนั้นนายวรุตย์รีบปิดหีบเหล็กล็อกด้วยโซ่และกุญแจ ก่อนผลักหีบลงไปในน้ำเสียชีวิต โดยมีชาวบ้านมาพบเห็นจึงแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบ และสามารถควบคุมตัวนายวรุตย์ซึ่งยอมรับสารภาพเป็นผู้ก่อเหตุ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 ม.ค.67 ที่ผ่านมานั้น

     เมื่อวันที่ 10 ม.ค.67 นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) กล่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวญาติพี่น้อง และแม้เหตุการณ์ความรุนแรงจะเกิดขึ้นกับบุคคลในครอบครัวด้วยกันเองก็ตาม แต่ในครอบครัวของสังคมไทยทุกวันนี้ความรุนแรงดังกล่าวไม่ใช่ว่าจู่ๆ จะเกิดเกิดขึ้นได้เพียงชั่วข้ามคืน ดังนั้นจึงขอฝากถึงพี่น้องประชาชนทุกคนว่าเมื่ออยู่ในครอบครัวอย่าถือคติว่าบ้านใครบ้านมัน เรื่องของใครเรื่องของมัน แต่ในวันนี้สิ่งเหล่านี้คงไม่สามารถคิดแบบเดิมได้อีกต่อไป  
     
ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับเด็กสตรี หรือแม้แต่ในกรณีนี้ ที่เกิดขึ้นกับบิดาและน้องสาวของผู้ก่อเหตุเอง เชื่อว่าก็ต้องมีสาเหตุมาก่อน ไม่ใช่จู่ๆ คิดจะทำแล้วทำเลย แสดงว่าจะต้องมีอาการที่เกิดขึ้นมา ดังนั้นตนคิดว่าเพื่อนบ้านไม่ว่าจะอยู่ซ้ายหรือขวา หรือคนในชุมชนนั้น ต้องใส่ใจซึ่งกันและกันให้มากขึ้น ดูว่าลักษณะของบ้านนี้ พฤติกรรมของนายคนนี้ ระยะหลังๆ เขาแปลกไป เกิดอะไรขึ้นหรือไม่ ซึ่งเรากำลังพูดถึงการป้องกัน เพราะเมื่อเกิดเหตุไปแล้ว เราไม่สามารถไปแก้ไขหรือป้องกันได้ แน่นอนว่าเมื่อเกิดเหตุสลดเช่นนี้ ทีมสหวิชาชีพของพม. ก็จะเข้าไปให้การเยียวยาทางด้านจิตใจ แต่ส่วนเรื่องทางคดีเป็นขั้นตอนทางกฎหมายของทางฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ
 
     นายวราวุธ กล่าวอีกว่า พม.มีศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน หรือศรส. ซึ่งสามารถส่งหน่วยเคลื่อนที่เร็ว ประกอบด้วยทีมสหวิชาชีพ นักจิตวิทยา เข้าไปเยียวยาทางด้านจิตใจของสมาชิกครอบครัวที่เหลืออยู่ แต่นั่นคือการแก้ปัญหา ซึ่งปัญหานั้นเกิดขึ้นแล้ว แต่ในความเป็นจริงเราไม่อยากแก้ปัญหา แต่เราอยากป้องกันมากกว่า โดยการเอาใจใส่ดูแลกันในครอบครัว คนเป็นพ่อแม่ต้องเข้าใจในสังคมที่เปลี่ยนไป คนที่เป็นบุตรหลานต้องเปิดใจให้กว้างรับฟังข้อมูลหลายๆอย่าง ขณะเดียวกันชุมชน สังคม ที่อยู่ใกล้กันก็ต้องเอาใจใส่ดูแลกันโดยสังเกตว่าลักษณะของคนข้างเคียงบ้านเราเปลี่ยนไปหรือไม่ มีปัญหาใดหรือไม่ พูดคุยกันได้หรือไม่ เป็นต้น

     ในบางครั้งเมื่อเกิดเหตุขึ้นมาแล้วมันง่ายในการวิเคราะห์ว่าอาจจะเกิดเพราะเหตุนั้นเหตุนี้ แต่ในสังคมทุกวันนี้ ตนยังเชื่อว่ามีสิ่งที่รอจะเกิด ดังนั้นสิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือ การพูดคุยซึ่งกันและกัน ปรับทุกข์ พูดคุยกันในชุมชน ในครอบครัว และการเอาใจใส่เฝ้ามองของเพื่อนบ้าน และเมื่อคนในชุมชนได้ทราบเรื่องแล้วไม่รู้ว่าจะปรึกษากับใคร สามารถโทรมาได้ที่ ศรส. ฮอตไลน์ 1300 ของกระทรวง พม. หรือเจ้าหน้าที่อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด(พมจ.) ทั่วประเทศ แต่อย่างน้อยพูดคุยกับคนในชุมชน ผู้นำชุมชน หมู่บ้าน ผู้ใหญ่บ้าน หรือกำนัน อย่าเก็บไว้คนเดียว เมื่อทราบว่าการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมของบุคคลเพื่อนบ้านหรือที่เรารู้เห็น ก็ขอให้รีบแจ้ง 

     สำหรับวิธีการหยุดปัญหาสังคมได้ดีที่สุดคือการป้องกันและสร้างความตื่นตัวให้กับประชาชน และทุกปี พม.รณรงค์ในวันยุติความรุนแรงในครอบครัว เด็กสตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ แต่อย่างไรก็ตามนโยบายภาครัฐตนย้ำอยู่เสมอว่าเป็นการตบมือข้างเดียว หากตบมือแล้วมืออีกข้างหนึ่งซึ่งหมายถึงพี่น้องประชาชนไม่ตอบรับในแนวนโยบาย หรือกฎหมายต่างๆ เสียงก็จะไม่ดัง ดังนั้นภาครัฐ โดยพม. ในวันนี้จะทำงานกันอย่างเต็มที่สายด่วน 1300 ศรส. เมื่อได้รับเรื่องแล้วเราบูรณาการงานของหลายหน่วยงานให้เป็นหน่วยเดียวกัน ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุและได้รับแจ้งเหตุเราจะส่งหน่วยเคลื่อนที่เร็วเข้าไป ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสหวิชาชีพ นักจิตวิทยาเข้าไปแก้ไขในเบื้องต้นก่อน เช่นในกรณีเหตุการณ์ที่เป็นข่าวนี้ ก็จะส่งทีมสหวิชาชีพเข้าไปปลอบขวัญของผู้ที่ได้รับผลกระทบเสียก่อน

     ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 9 ม.ค.ที่ผ่านมา ที่บ้านสร้างขุ่ย หมู่ 6 ต.พังโคน อ.พังโคน จ.สกลนคร ได้มีการจัดพิธีบายศรีเรียกขวัญผูกข้อมือเพื่อเป็นสิริมงคลและสร้างขวัญกำลังใจแก่ชาวบ้าน โดยมีพระสงฆ์จำนวน 3 รูป ผู้นำชุมชน ผู้สูงอายุ และชาวบ้าน มารวมตัวกันประกอบพิธีครั้งนี้ ซึ่งใช้เวลาไปประมาณ 1 ชั่วโมง ภายหลังจากเกิดเหตุฆาตกรรมชาวบ้าน ยืนยันว่าผู้ก่อเหตุรวมไปถึงผู้เสียชีวิตไม่ใช่คนในพื้นที่