สพป.บุรีรัมย์เขต 1 จ่อย้ายครูยักยอกเงินออม นร.72 คน ช่วยราชการ จนกว่าผลสอบข้อเท็จจริงแล้วเสร็จ
สพป.บุรีรัมย์ เขต 1 จ่อย้ายครูยักยอกเงินเด็กนักเรียน 72 คนกว่า 5 แสนบาท ช่วยราชการจนกว่าผลสอบข้อเท็จจริงจะแล้วเสร็จ พร้อมเร่งหาแนวทางช่วยเหลือเยียวยาเด็กที่ถูกครูยักยอกเงิน และกำชับให้ทุก ร.ร.ที่ฝึกให้เด็กออมเงินเพิ่มมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอย
31 ม.ค.67 ความคืบหน้ากรณีที่ผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ ออกมาร้องขอความเป็นธรรม กรณีที่ครูประจำชั้นคนหนึ่งยักยอกเงินออมของเด็กนักเรียน ตั้งแต่ชั้นอนุบาล ถึงชั้น ป.6 รวมจำนวน 72 คน ไปใช้ส่วนตัวรวมเป็นเงินกว่า 530,000 บาท ตั้งแต่ช่วงเดือน ก.ย.2565 หลังจากเรื่องแดงได้มีการเจรจาไกล่เกลี่ยคืนเงินให้เด็กไปแล้วบางส่วนเป็นเงิน 266,785 บาท ส่วนที่เหลืออีกกว่า 380,000 บาท จะทยอยคืนให้ 3 งวดภายใน 3 ปี คือปี 2667 – 2569 แต่ผู้ปกครองบางส่วนเกรงว่าลูกหลานจะไม่ได้เงินคืนจึงได้เข้าแจ้งความที่ สภ.ลำปลายมาศ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ล่าสุดวันนี้ (31 ม.ค.67) นายสุชิต ชมภูวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา บุรีรัมย์ เขต 1 พร้อมคณะผู้บริหารฯ ได้ลงพื้นที่ไปยังโรงเรียนที่เกิดปัญหา เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงพร้อมหาแนวทางแก้ไขและช่วยเหลือเยียวยาเด็กที่ถูกยักยอกเงิน ซึ่งทางโรงเรียนให้ข้อมูลว่าเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นจริงและครูเองก็ยอมรับ โดยที่ผ่านมาก็ได้มีการคืนเงินให้กับเด็กนักเรียนไปแล้วบางส่วน แต่ส่วนที่เหลือขอผ่อนชำระคืนเป็นระยะเวลา 3 ปี ซึ่งในส่วนที่มีไกล่เกลี่ยเพื่อคืนเงินให้กับเด็กก็เป็นมติร่วมกันระหว่างครูและผู้ปกครอง
แต่ในส่วนความผิดทางวินัยก็ต้องดำเนินการไปตามกระบวนการขั้นตอน และระเบียบที่กำหนดไว้ โดยเบื้องต้นทางผู้อำนวยการโรงเรียนก็ได้มีการตั้งกรรมการสืบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวแล้ว ผลการสืบข้อเท็จจริงก็พบมีมูลว่ามีการยักยอกเงินออมเด็กนักเรียนจริง ขณะนี้รอทางโรงเรียนสรุปส่งรายงานมายังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 เพื่อดำเนินการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง โดยระหว่างที่มีการสอบข้อเท็จจริง ก็จะออกคำสั่งย้ายครูคนดังกล่าวมาช่วยราชการที่เขต จนกว่าผลการสอบจะเสร็จสิ้น เพื่อความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย และหากผลสอบเป็นประการใดก็จะพิจารณาลงโทษทางวินัยตามระเบียบต่อไป ยืนยันว่าทางเขตฯ ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย
นอกจากนี้ ก็จะหาแนววางช่วยเหลือเยียวยาเด็กนักเรียนที่ถูกยักยอกเงินด้วย เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับเด็กที่ตั้งใจและมีวินัยในการออมเงิน รวมถึงจะได้กำชับให้ทุกโรงเรียนเพิ่มมาตรการเข้มในการดูแลเรื่องเงินออมของเด็กเพิ่มมากขึ้นด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยขึ้นอีก