กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศลงตรัง ตั้งโต๊ะหารือแนวทาง"พัฒนาความพร้อมทางการค้าของสหกรณ์ไทยสู่การค้าเสรี"
กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศลงตรัง ตั้งโต๊ะหารือแนวทาง"พัฒนาความพร้อมทางการค้าของสหกรณ์ไทยสู่การค้าเสรี" มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จาก FTA สร้างแต้มต่อให้กับผลิตภัณฑ์แปรรูปยางพารา หนุนเกษตรกร กลุ่มสหกรณ์พัฒนาผลิตภัณฑ์เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก
ที่จังหวัดตรัง วันนี้ (27 ก.ค.62) นางสาวบุณิกา แจ่มใส ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาความพร้อมทางการค้า กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นประธานและร่วมในพิธีเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง "พัฒนาความพร้อมทางการค้าของสหกรณ์ไทยสู่การค้าเสรี" โดยมี ตัวแทนหอการค้าไทย สหกรณ์จังหวัด และสำนักงานพาณิชย์จังหวัด เครือข่ายสหกรณ์ในพื้นที่ ภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้องร่วมสัมมนา การสัมมนามุ่งเน้นให้คำแนะนำเรื่องการใช้ประโยชน์จากFTA และการยกระดับสหกรณ์ไทยในโลกค้าเสรี เพื่อให้เกษตรกรและสหกรณ์ยางพาราใช้ประโยชน์จากFTAขยายตลาดสู่ต่างประเทศได้มากขึ้น รมทั้งให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการผลิตสินค้า เพื่อสร้างแต้มต่อให้กับผลิตภัณฑ์ยางพาราไทยและขยายตลาดสู่ต่างประเทศ สร้างความมั่นคงด้านรายได้แก่สหกรณ์และเกษตรกรยางพาราไทยในระยะยาว
นางสาวบุณิกา กล่าวว่า กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์จัดสัมมนาภายใต้หัวข้อ “เพิ่มศักยภาพสหกรณ์ไทยภายใต้เขตการค้าเสรี” เพื่อเพิ่มความรู้ความเข้าใจให้กับสหกรณ์ไทยในการติดอาวุธโดยที่กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศของการเปิดเสรีทางการค้าภายใต้FTAเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกรที่มีอาวุธใช้เป็นแต้มต่อในการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ทำให้เกษตรกร สหกรณ์ กลุ่มสหกรณ์เกิดความตื่นตัวมีความเข้าใจว่า FTAไม่ใช่เรื่องไกลตัวเป็นเรื่องที่สามารถหยิบออกมาใช้ประโยชน์เพื่อสร้างความสามารถในขีดการแข่งขันได้ ทั้งในการที่ภาษีสินค้าเป็นศูนย์แล้วที่จะนำไปสู่การขยายโอกาสทางการค้าได้ในอนาคต
นางสาวบุณิกา กล่าวอีกว่า การสัมมนาในครั้งนี้เกษตรกร สหกรณ์และกลุ่มสหกรณ์มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทำให้เห็นว่าการค้าการแข่งขันในโลกปัจจุบันมีการเชื่อมต่อกันทั้งหมดถึงแม้ว่าไม่อยากแข่งแต่สภาพของโลกการค้าบีบบังคับให้มีการปรับตัวซึ่งเป็นโอกาสดีที่สหกรณ์มองเห็นโอกาสนี้ว่าสินค้าของประเทศไทยมีศักยภาพ ถ้าสามารถพัฒนาในเรื่องของการผลิตรวมทั้งการให้ความร่วมมือกันของหน่วยงานทุกภาคที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนส่วนมาร่วมบูรณาการเป็นองค์รวมที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเพื่อยกระดับศักยภาพสหกรณ์ไทยให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น
“ปัญหาที่ผู้ร่วมสัมมนาสะท้อนออกมานั้น ส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาราคาสินค้า ซึ่งเป็นปกติกลไกทางตลาด เรื่องของดีมานด์-สัพพลายในตลาดโลก แต่สิ่งหนึ่งที่เราจะทำอย่างไรให้สามารถแข่งขันที่เข้มแข็งได้ โดยที่เกษตรกร สหกรณ์รวมกลุ่มกันแล้วและผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานเป็นที่รองรับในตลาดโลกซึ่งมาตรฐานเป็นสิ่งที่สำคัญมาก รวมทั้งปัจจัยอื่นๆจะส่งผลให้การผลิตได้มาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเทคโนโลยี นวัตกรรม เรื่องของการวิจัยไปถึงเรื่องของดินที่มีการวิจัยแร่ธาตุการใส่ปุ๋ยเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ได้คุณภาพ” นางสาวบุณิกา กล่าว
นางสาวบุณิกา กล่าวอีกว่า เป็นที่น่ายินดีที่ทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ จะทำโครงการร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ด้วยการบรรจุเนื้อหาที่จะส่งผลให้การดำเนินการดังกล่าวเป็นรูปธรรมให้กับกลุ่มสหกรณ์ที่มีความเข้มแข็ง โดยจะพูดคุยกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ว่าจะหยิบยกสหกรณ์ไหนมานำร่องผลิตภัณฑ์สินค้า สำหรับปัญหาราคายางพาราตกต่ำจะส่งผลต่อการแปรรูปผลิตภัณฑ์สินค้านั้น ซึ่งปัญหาราคายางตกต่ำเป็นเรื่องของกลไกการตลาด เพราะฉะนั้นเกษตรกร กลุ่มสหกรณ์ต้องเตรียมรับมือที่จะทำให้สินค้าที่ตกต่ำด้วยการเพิ่มราคาได้ ด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่องให้เข้มแข็ง ด้วยการเพิ่มมูลค่าสินค่าและวัตถุดิบผลิตภัณฑ์แปรรูปให้มีคุณภาพ เพราะมันสามารถเพิ่มมูลค่าของสินค้าได้
“สำหรับปัญหาปัจจัยภายนอกนั้น กระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานที่มีหลายกรมอยู่ในตัวเอง แต่ละกรมจะทำงานร่วมมือกันอย่างเข้มแข็งที่จะช่วยในหลายๆมิติ ซึ่งทางกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่มีบทบาทสำคัญในเรื่องเปิดเสรีทางการค้า การลดภาษีซึ่งจะเป็นจุดที่สร้างความเข้มแข็งการสร้างแต้มต่อให้กับผู้ประกอบการสามารถต่อยอดในตลาดการแข่งขันได้อย่างมีประสิทธภาพ ซึ่งความคาดหวังว่าจึงอยากถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจให้กับเกษตรกร สหกรณ์ถึงพันธกิจที่กรมเจราจาการค้าระหว่างประเทศดำเนินอยู่นั้นให้เกษตรกร สหกรณ์นำไปใช้ประโยชน์ เราเองอยากขายสินค้าในขณะที่ประเทศคู่ค้าก็อยากขายของกลับมาเช่นกัน” นางสาวบุณิกา กล่าว
นางสาวบุณิกา กล่าวในตอนท้ายว่า ขณะนี้ประเทศใหญ่ที่เป็นประเทศคู่ค้ายางพารา ทั้งไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย มีการจัดทำกรอบความร่วมมือที่จะต่อรองกับประเทศคู่ค้าอย่างประเทศจีนซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นประเทศยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจซึ่งมีบทบาทสำคัญในตลาดโลกมีอำนาจต่อรองที่ซื้อยางมากที่สุด อย่างไรก็ตามประเทศผู้ผลิตเองพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงด้วยการแปรรูปเพิ่มมูลค่ายางและส่งออกไปตลาดต่างประเทศให้มากที่สุด