บิลค่าไฟกระอัก 2 เดือน 3.8 หมื่น เจ้าของบ้านมึน ขอตรวจสอบแต่ถูกยกมิเตอร์ ตัดกระแสไฟ
เหตุการณ์ความผิดปกติของการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าของการไฟฟ้าอำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้ใช้ไฟแทบช๊อค 2 เดือนพุ่งพรวด 3.8 หมื่น เจ้าขององให้ตรวจสอบหลังพบผิดพลาดแน่ แต่การไฟฟ้ากลับไม่มีการตรวจสอบยังบังคับเรียกเก็บ ผู้ใช้ไฟฟ้ายันขอจ่ายอย่างถูกต้องท้ายสุดส่งเจ้าหน้าที่ตัดกระแสไฟฟ้าไม่สนความเดือนร้อน
ที่นครศรีธรรมราช ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนและขอให้เปิดเผยข้อมูลที่เห็นว่าไม่เป็นธรรมสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าของนางกัลยา สุวรรณวงศ์ บ้านเลขที่ 83/3 หมู่ 6 ตำบลสระแก้ว อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช หลังจากได้รับความเดือดร้อนถูกเจ้าหน้าที่มายกมิเตอร์ตัดกระแสไฟฟ้า โดยไม่ได้มีการแจ้งตรวจสอบข้อเท็จจริงและความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับผู้ใช้ไฟฟ้า และขอเรียกร้องให้หน่วยงานส่วนกลางมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงพร้อมทั้งความผิดปกติที่เกิดขึ้น
ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านผู้ร้องเรียนรายนี้พบว่า มิเตอร์ที่ติดตั้งอยู่บริเวณเสาไฟฟ้าหน้าบ้าน ซึ่งเป็นเสาไฟฟ้าแรงสูงที่พาดสายเข้ามาในหมู่บ้าน มิเตอร์ถูกยกออกไปแล้วเหลือเพียงแป้นรองมิเตอร์ และสายไฟฟ้าที่เชื่อมจากสายส่ง และสายที่เข้าสู่บริเวณบ้าน บ้านของผู้ใช้ไฟรายนี้เป็นจุดรับซื้อผลไม้และพักอาศัย มีเครื่องใช้ไฟฟ้าเพียงพัดลม เครื่องซักผ้า ตู้เย็น เครื่องทำน้ำเย็น ไฟฟ้าส่องสว่างชนิดประหยัดไฟเพียงไม่กี่ดวงเท่านั้น ไม่มีกระแสไฟฟ้าใช้ทั้งบ้านโดยสมาชิกในบ้านต้องอาศัยบ้านของครอบครัวที่ อยู่ใกล้กันชั่วคราว
นางสาวเสาวลักษณ์ สุวรรณวงศ์ บุตรสาวของนางกัลยา ได้นำเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาแสดง โดยเป็นเอกสารชุดเดียวกันกับที่มีการแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานที่ สภ.ท่าศาลา ความผิดปกติของใบจดแจ้งการใช้ไฟฟ้าขณะเกิดเหตุ 2 เดือน และใบเรียกเก็บเงินค่าใช้ไฟฟ้าย้อนหลังไปหลายเดือน เฉลี่ยเดือนละ 1.2-1.4 พันบาทต่อเดือนเท่านั้นและที่แพงมากที่สุดในช่วงฤดูผลไม้จะประมาณ 4 พันบาท
เดือนที่มีปัญหาคือเดือนสิงหาคม และกันยายน 2565 รวม 2 เดือนที่ไม่มีการแจ้งยอดการใช้ไฟฟ้า มีเพียงใบเรียกเก็บเปล่าๆแจ้งข้อความว่ามีความผิดปกติของการใช้ไฟ หลังจากนั้นได้มีข้อความเรียกเก็บมาทางระบบไลน์ 2 เดือน เดือนละ 1.7 หมื่นบาทเศษ รวม 2 เดือนประมาณ 3.8 หมื่นบาท หลังจากนั้นได้มีการแจ้งความลงบันทึกประจำวัน และติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอดไปร้องเรียนที่ศูนย์ดำรงธรรม ไฟฟ้าเขตโยนกลับไปที่ไฟฟ้าจังหวัดอ้างว่าไม่มีอำนาจ และถูกโยนต่อมาที่ไฟฟ้าท่าศาลา ไม่มีใครให้คำตอบได้ ไม่ยอมตอบคำถาม โยนเพียงว่าผู้ใช้ไฟเป็นฝ่ายผิดต้องชำระจ่ายเท่านั้น ไม่จ่ายก็ต้องมีการฟ้องร้อง จนกระทั่ง 4 วันก่อนมีเจ้าหน้าที่มาตัดกระแสไฟฟ้าเก็บมิเตอร์ไปตามภาพที่ได้บันทึกไว้
นางสาวเสาวลักษณ์ ยังชี้ความผิดปกติถึงเรื่องนี้ว่าก่อนหน้าที่ค่าไฟจะพุ่งพรวดไปที่ 1.7 หมื่นบาทต่อเดือนนั้นมีปัญหาไฟฟ้าดับบ่อยมาก นกที่มาเกาะอยู่เหนือเสาบนสายไฟจุดนี้ถูกไฟช๊อตตายบ่อยครั้งสภาพไหม้ดำเกรียมตกลงมาจากเสาพร้อมเกิดเสียงปะทุและไฟฟ้าดับ แต่บริเวณอื่นไม่เคยมีปัญหา หลังจากไฟฟ้าดับแจ้งไปทุกครั้งมีเจ้าหน้าที่มาแก้ไขที่เสาไฟจุดนี้ราวเดือนสิงหาคม กันยายน ปัญหาไฟช๊อตนกกระแสไฟดับหายไป แต่กลับพบว่าค่าไฟฟ้าสูงขึ้นหลายเท่าตัว
“ที่ผิดปกติคือมีเจ้าหน้าที่นำเอกสารมาให้เซ็นอ้างว่าเจ้าบ้านมีการแก้ไขมิเตอร์อ้างว่าสายไฟที่ออกจากมิเตอร์สลับกันเจ้าหน้าที่ต้องแก้ไข แต่ยืนยันว่าที่บ้านไม่มีใครเคยไปดัดแปลงแก้ไขใดๆ จึงไม่ได้มีการเซ็น ต่อมายังอ้างว่าเจ้าของมิเตอร์ได้ติดไฟส่องสว่างข้างทาง ซึ่งไฟฟ้าชาวบ้านทุกคนร่วมกันติดตั้งอยู่ที่หน้าบ้านของตัวเองติดมากว่า 3-4 ปีไม่เคยมีปัญหา มีการรับผิดชอบค่าไฟฟ้าหน้าบ้านใครคนนั้นจ่าย หลังจากเกิดเรื่องนี้ได้ติดตาม การไฟฟ้าท่าศาลาให้เพียงภาพมา 1 ภาพอ้างว่าคือหลักฐาน และไม่ตอบใดๆและยืนยันด้วยว่าต้องชำระค่าไฟฟ้าทั้งหมดเท่านั้น ถ้าไม่ชำระจะมีการฟ้องภายหลัง แม้ทางผู้ใช้ไฟจะขอชำระเดือนที่อยู่ในราคาปกติที่ใช้ยังไม่ยินยอม จนกระทั่งมีการตัดกระแสไฟ”
เธอยังบอกด้วยว่า กำลังสงสัยที่เจ้าหน้าที่มาซ่อมช่วงที่เกิดไฟฟ้าดับบ่อยและไฟช๊อตนกตกมาตายบ่อยครั้งมา มาแก้ไขปรับเปลี่ยนหรือไม่แล้วโยนมาให้ผู้ใช้ไฟ เราพยายามสอบถามกลับไม่มีการชี้แจง ไม่มีการตรวจสอบตามขั้นตอนที่ถูกต้องชี้เพียงว่าผู้ใช้ไฟผิดและตอบศูนย์ดำรงธรรมว่ามิเตอร์ปกติทั้งที่มาอ้างกับผู้ใช้ไฟอีกอย่าง ไม่เคยตั้งกรรมการหาข้อเท็จจริงว่าเกิดอะไรขึ้น เหตุการณ์เป็นไปเป็นมาอย่างไรหลักฐานประวัติการชำระและใช้ไฟฟ้ามีครบถ้วน ผู้ใช้ได้พยายามติดตามขอให้มีการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องแต่กลับไม่แก้ไขตรวจสอบ จนท.ระดับบริหารบางคนยังมีทัศนคติกับผู้ที่ไปติดต่อแย่มากยิ่งทำให้เสียความรู้สึก จึงขอเรียกร้องให้ผู้บริหารระดับสูง หรือส่วนกลาง เข้าตรวจสอบเรื่องนี้ให้ชัดเจน และควรที่จะยอมรับความจริงความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ไม่ควรโยนความผิดให้ผู้ใช้บริการ