เกษตรกรกลุ่มวิสาหกิจชุมชนออกโรงต้านนายทุนต่างชาติครอบงำการวิจัยและพัฒนากัญชาไทย
เกษตรกรกลุ่มวิสาหกิจชุมชนออกโรงต้านนายทุนต่างชาติครอบงำการวิจัยและพัฒนากัญชาไทย เตือนภาครัฐอย่าเอื้อประโยชน์ให้นายทุนต่างชาติแล้ววางกฎเกณฑ์การปลูกที่ยุ่งยากและมีต้นทุนสูงให้คิดถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ ทรัพยากรไทยควรส่งเสริมคนไทยเท่านั้น
วันนี้ (30 กรกฎาคม 2562) ณ ศูนย์การเรียนรู้วิจัยและพัฒนาเมืองสมุนไพร ชุมชนพรสวรรค์ ทต.หนองบัว อ.เมือง จ.อุดรธานี ผศ.ดร.อานนท์ แสนน่าน ประธานสมาพันธ์วิจัยและพัฒนากัญชาเพื่อประโยชน์แพทย์ไทย ได้ร่วมประชุมกับคณะกรรมการสมาพันธ์ฯ เครือข่ายฯ และ สมาชิก เกี่ยวกับเตรียมความพร้อมรองรับกฎหมาย พ.ร.บ.นิรโทษกรรมกัญชาและกัญชง พ.ศ.2562 โดยเฉพาะที่จะมีการ “ปลดล็อคกัญชง ออกจากยาเสพติด” และให้เกษตรกรปลูกได้อย่างเสรี เพราะถือได้ว่าเป็นพืชเศรษฐกิจอีกตัวของประเทศไทยและไม่ต้องการนายทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้ามาครอบงำการวิจัยและพัฒนากัญชาไทย
ในที่ประชุมได้ตั้งข้อสังเกตว่า นายทุน Phama USA ทำยาจากกัญชามานานตั้ง 30 ปีแล้ว อยู่ๆทำไมจะมาขอให้ไทยผลิตให้ จริงๆก็คือกำลังเห็นว่าไทยจะเปิดเสรีในการวิจัยและพัฒนากัญชาเพื่อประโยชน์แพทย์ไทย การมา collaborate กับรัฐบาลไทยก็จะมาพร้อมกับการควบคุมไม่ให้คนอื่นปลูกหรือผลิตยาได้ ยกเว้นคนที่อยู่ในเครือข่ายฯ ทั้งนี้เป็นการยืมกฎหมายไทยให้ควบคุมคนไทยเอง เพราะสิทธิบัตรยาของ USA (patent no. US 6,630,507 B1) นั้นหมดอายุไปแล้วเมื่อ 21 เม.ย.2562 นี้เอง ถ้าไม่หาทางควบคุม ใครๆก็สามารถทำยาจากกัญชาได้ จากเดิมที่ต้องนำเข้ายาแพงๆจาก USA งานนี้เกรงว่าคนไทยส่วนใหญ่จะไม่ได้อะไรจากการวิจัยและพัฒนากัญชาเพื่อประโยชน์แพทย์ไทย ถ้ามีนายทุนทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศเข้ามาครอบงำ
ข้อเท็จจริงกฎหมายไทย พ.ร.บ.นิรโทษกรรมกัญชา พ.ศ.2562 ได้เสนอให้ "เกษตรกร" รวมกันเป็น "กลุ่มวิสาหกิจชุมชน" ร่วมปลูกกัญชากับหน่วยงานรัฐ โดยเสนอให้องค์การเภสัชกรรมเป็นผู้สกัดแต่เจ้าเดียว และให้เกษตรกรปลูกส่ง ซึ่งอาจต้องมีการกำหนดกฎเกณฑ์การปลูก ปริมาณต่างๆ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุด เพื่อพิจารณาในข้อกำหนดการปลูกกัญชาในภาคเกษตรกร ซึ่งองค์กรภาคประชาชน หลายองค์กรพร้อมในการร่วมคัดกรองเกษตรกรที่จะปลูกกัญชา โดยพืชสมุนไพรกัญชาอาจเป็นช่องทางหนึ่งที่สามารถเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ของภาคเกษตรกร และสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในอนาคต หลังจากที่ถูกควบคุมมานาน แต่ก็ยังคงมีความกังวลในเรื่องของการผูกขาดจากบริษัทยักษ์ใหญ่ในอนาคตทั้งไทยและ "ทุนต่างชาติ" กำลังเข้ามา ที่อาจจะเข้ามาร่วมมือกับภาครัฐในการสกัด และปลูกกัญชา ซึ่งอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกัญชาอย่างถี่ถ้วน และคำนึงถึงผลประโยชน์ของคนในชาติ และเกษตรกรรายย่อย และให้มีการทบทวนเรื่องค่าใช้จ่ายในการขึ้นทะเบียนปลูกกัญชา หลังมีรายงานว่ามีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง.