สาวแพร่กู้หนี้กยศ. 1.8หมื่นบาท ถูกฟ้องยืดบ้านขายทอดตลาด

ภูมิภาค24 มิ.ย. 2563 • 15:38 น.
 สาวแพร่กู้หนี้กยศ. 1.8หมื่นบาท  ถูกฟ้องยืดบ้านขายทอดตลาด
กู้หนี้กยศ. 18,400 บาท ทยอยส่งไปบางส่วนขาดส่งมียอดค้าง 17,000 ถูกฟ้องยืดบ้านขายทอดตลาด บริษัทรับซื้อในราคาสองล้านสี่แสนบาท บ้านทั้งหมด 3 หลัง แต่เลือกยึดบ้านพ่อซึ่งไม่ได้เป็นผู้ค้ำประกันเป็นเพียงคู่สมรสเท่านั้น เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 24 มิ.ย.63 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.กรทิพ วงศ์ตะวัน อายุ 43 ปี บ้านเลขที่ 192 ม.3 ต.สบสาย อ.สูงเม่น จ.แพร่ น.ส.สมหมาย วงศ์ตะวัน อายุ 38 ปี และ นายสมพร วงศ์ตะวัน อายุ 75 ปี และนางพริ้ง วงศ์ตะวัน อายุ 71 ปี ร้องว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม หลังจากที่อยู่ๆ มีจดหมายจากสำนักงานบังคับคดี จ.แพร่ มาติดหน้าบ้าน ว่าบ้านหลังดังกล่าวถูกขายทอดตลาดไปแล้ว แค่เป็นหนี้ กยศ. เพียง หนึ่งหมื่นเจ็ดพันกว่าบาท แต่กลับถูกฟ้องบังคับคดียึดบ้านไปขายทอดตลาดในราคา 2 ล้านกว่าบาท นางกรทิพย์ฯ และ นางสาวสมหมายฯ น้องสาว เล่าว่า เมื่อปี 2541 น.ส.สมหมายฯ น้องสาว ได้กู้ กยศ.เรียน ที่วิทยาลัยเกษตรแพร่ เพื่อเรียนต่อระดับอาชีวะศึกษา หลังจากเรียนจบได้ทยอยส่งเงินคืนกองทุน กยศ.มาตลอด ต่อมาได้ย้ายไปทำงานต่างจังหวัด จึงขาดส่งไประยะหนึ่ง เหลือยอดที่ค้าง กยศ. แค่ หนึ่งหมื่นเจ็ดพันกว่าบาท จนกระทั่งมีหนังสือมาติดหน้าบ้านว่าเป็นทรัพย์สินถูกขายทอดตลาดแล้ว ซึ่งขณะนั้นทำงานอยู่ต่างจังหวัด พ่อ แม่ และ ลุงที่อยู่บ้านไม่รุ้หนังสือ จึงถ่ายรูปส่งไปให้ดู พอเห็นก็รีบกลับบ้านมาจนรู้ว่าบ้านถูกขายไปแล้ว ตนและน้องสาวรู้สึกตกใจและไม่เข้าใจเพราะบ้านที่ถูกขายทอดตลาดเป็นชื่อพ่อ แต่พ่อไม่ได้เป็นคนค้ำประกัน เป็นเพียงคู่สมรสของแม่ที่เป็นผู้ค้ำประกัน และ มีบ้านอยู่ติดกัน หรือ แม้แต่น้องสาวซึ่งเป็นเจ้าของบ้านอีกหลังก็ไม่ถูกยึดแต่กลับเลือกบ้านพ่อซึ่งเป็นบ้านหลังใหญ่ที่สุดหลังจากทราบเรื่องจึงรีบเดินทางกลับมาบ้านและเข้าติดต่อกับสำนักงานบังคับคดี ก็ให้ไปติดต่อกับศาล เพราะศาลตัดสินแล้วสิ่นสุดแล้ว จากนั่นจึงไปที่ศาลต่อก็ได้รับคำตอบเหมือนเดิม จนท้อใจ เข้าร้องเรียนกับผู้สื่อข่าวขอให้ช่วยเหลือ และ วันพรุ่งนี้จะเข้าร้องศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดแพร่ เพื่อขอให้ช่วยเหลือเพราะมูลค่าของบ้านนั้นมากกว่าราคาที่ขายทอดตลาด และ เงินที่ติดค้างเพียง 17,000 บาทเท่านั้น ด้านนายอภิชัย อุ่นตา ผู้ใหญ่บ้านวังวน หมู่ที่ 3 หลังทราบข่าวก็เข้ามาสอบถามและขอให้สื่อช่วยเหลือลูกบ้านเพราะไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน ส่วนนางพริ้ง ฯ มารดา กล่าวว่า ในตอนนั้นที่บ้านไม่มีเงินส่งลูกเรียน เงินหมื่นกว่าจะหาได้ไม่ใช่น้อยๆ ก็ให้ลูกกู้เพื่อจะได้เรียนให้จบไม่คิดว่าจะกลายมาเป็นแบบนี้ ตนและสามี คือ นายสมพร และ พี่ชาย ไม่รู้หนังสือ มีเอกสารอะไรส่งมาก็ไม่รุ้ว่าคืออะไร ได้แต่ถ่ายรูปส่งให้ลูกสาว 2 คนที่ทำงานอยู่ต่างจังหวัด จนมารู้อีกทีบ้านก็ถูกยึดไปแล้ว.