"อานนท์" ระดมสมองความคิด แพทย์แผนไทย และ หมอพื้นบ้าน สู่การทำยารักษาผู้ป่วยตามศาสตร์ตำรับยา "หมอโบราณกับการใช้ยาสมุนไพร"
วันนี้ (8 กันยายน 2562) ณ เครือข่ายวิจัยและพัฒนาแพทย์แผนไทยและหมอพื้นบ้าน ต.ไทยสามัคคี ต.ไทยสามัคคี อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ผศ.ดร.นิภาพร อามัสสา หัวหน้าคณะวิจัยและพัฒนากัญชาเพื่อประโยชน์แพทย์ไทย สาขาวิชาเทคโนโลยีการเกษตรและสิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์และศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน จ.นครราชสีมา ร่วมกับ เครือข่ายวิจัยและพัฒนาแพทย์แผนไทยและหมอพื้นบ้าน ได้ดำเนินการเปิดอบรมการเตรียมตัวเป็นแพทย์แผนไทย และ หมอพื้นบ้าน โดย ผศ.ดร.อานนท์ แสนน่าน ประธานสมาพันธ์วิจัยและพัฒนากัญชาเพื่อประโยชน์แพทย์ไทย นำประธานระดับจังหวัด และ สมาชิก เข้าร่วมอบรมเพื่อให้คนที่อยากเป็น "แพทย์แผนไทย" และ "หมอพื้นบ้าน" ต้องทำอย่างไรถึงจะเป็นผู้มีความรู้ความสามารถในการส่งเสริมและดูแลสุขภาพของประชาชนในท้องถิ่น พร้อมกับเป็นการเสาะหาหมอที่มีภูมิความรู้ตามภูมิปัญญาทางการแพทย์แผนไทยที่สืบทอดกันมา
ผศ.ดร.อานนท์ แสนน่าน ประธานสมาพันธ์วิจัยและพัฒนากัญชาเพื่อประโยชน์แพทย์ไทย กล่าวว่า แพทย์แผนไทย และ หมอพื้นบ้าน แต่ก่อนหลายคนมักจะเรียกกันว่า "หมอโบราณ" หรือ "หมอแผนโบราณ" เป็นหมอที่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติควบคุมกรประกอบโรคศิลปะตามกฎหมาย มีใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะสาขาเวชกรรม จากกองควบคุมการประกอบโรคศิลปะ กระทรวงสาธารณสุข จะทำการประกอบโรคศิลปะได้คือ การตรวจโรค รักษาโรคได้ตามหลักโบราณที่สืบเนื่องกันมา หมายถึงการใช้ยารักษาโรค ต้องใช้สมุนไพรที่เป็นพืช สัตว์และแร่ธาตุมาประกอบเป็นยารักษาโรค จะใช้ยาแผนปัจจุบันหรือฉีดยาไม่ได้ ผิดสาขาในการประกอบโรคศิลปะ เพราะการเรียนรู้นั้นต่างกันกับหมอแผนปัจจุบัน หมอโบราณจึงต้องใช้ยาหม้อต้ม ยาผง ยาปั้นลูกกลอน บีบนวดและประคบ ส่วนหมอที่รดน้ำมนต์ ไล่ผี เข้าทรง นั้นไม่ใช่หมอโบราณหรือหมอแผนโบราณ
ในสมัยนี้โลกกำลังเจริญทางวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ได้เจริญก้าวหน้าไปด้วยอย่างมาก ยาฝรั่งหรือยาแผนปัจจุบันกำลังรุดหน้าไปไกลเพียงไร ก็ยังไม่ควรสาบส่งยาแผนโบราณเสียทีเดียว ควรหวนระลึกถึงบรรพบุรุษของเราหลายร้อยชั่วคนรอดมาจากการใช้ยาสมุนไพรแผนโบราณจนคนรุ่น เราได้มาเรียนรู้มาใช้แผนปัจจุบันกันอยู่จนบัดนี้
“ประชาชนในชนบทจำนวนมากยังต้องอาศัยยาสมุนไพรแผนโบราณกันอยู่ ยาสมุนไพรยังมีบทบาทสำคัญเพราเป็นยาประจำชาติ ท่านผู้รู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ที่สนใจ หันมาช่วยกันค้นคว้าหาทางแก้ไขส่งเสริมปรับปรุงตัวยาสมุนไพรกัน เช่น วิจัยส่วนที่ใช้ทำยาให้ได้ผลแน่นอนขึ้น เพราะสมุนไพรของเราบางสิ่งบางอย่างมีสรรพคุณดีอยู่” ผศ.ดร.อานนท์ กล่าว
ผศ.ดร.อานนท์ กล่าวอีกว่า ยาสมุนไพรแผนโบราณหมอใช้ผสมเป็นยารักษาโรคที่เรียกกันว่า ต้องกินทั้งดุ้น ทั้งแท่ง หรือกินทั้งท่อน คือหมายถึงนำตัวยาที่เป็นพืช สัตว์และแร่ธาตุ ไปรวมกันแล้วต้มกินน้ำ หรือนำไปบดเป็นผงให้ละเอียดก่อนละลายน้ำดื่มกินและปั้นเป็นลูกกลอนกลืนกิน สมัยนี้พอพูดถึงยาสมุนไพร คนจึงหน้าเบ้ กลัวขม กลัวขื่น เพราะรสชาติไม่น่ากินต่างกับยาฝรั่ง สี รูปแบบ เม็ดน่ากินกว่า อันที่จริงยาสมุนไพรแผนโบราณกับยาฝรั่งก็ไม่ต่างกันมากนัก ยาฝรั่งเขาสกัดกลั่นเอาแต่สารของตัวยาที่มีฤทธิ์ที่แท้จริงมาผสมยา เช่น รากระย่อม แผนปัจจุบันเขาสกัดกลั่นเอาแต่สารและฤทธิ์ของตัวยานำไปทำยาลดความดันโลหิตของกินน้อยและน่ากิน ได้ผลเร็ว
แต่โบราณก็รู้มานานแล้วว่ารากระย่อมใช้ทำยาลดความดันโลหิตสูง และทำให้นอนหลับและเจริญอาหารแต่โบราณต้องนำเอามาบดเป็นผงชงกิน หรือต้มกิน และต้องกินมากๆ นี่ตอนนี้เองคนสมัยนี้จึงไม่อยากจะกิน เพราะรสมันไม่น่ากินเลยนั่นเอง
ผศ.ดร.อานนท์ กล่าวทิ้งท้ายอีกว่า ยาโบราณส่วนใหญ่มีพิษ มีอันตราย น้อยกว่ายาแผนปัจจุบัน เพราะทำขึ้นจากธรรมชาติ ไม่มีตัวยาที่มีสารเคมีบริสุทธิ์ การแพ้ยาก็น้อย การรักษาด้วยยาโบราณก็เหมือนยาแผนปัจจุบัน จะได้ผลหรือไม่ได้ผลก็แบบลางเนื้อชอบลางยา ยาแผนโบราณนี้ เป็นธรรมชาติเหมือนอาหาร เพราะยาโบราณจะมีส่วนผสม เช่น พริกไทย กระวาน กานพลู ขิง ดีปลี ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ เกสรดอกไม้ น้ำผึ้ง เป็นต้น ซึ่งก็เป็นเครื่องเทศปรุงผสมอาหารประจำวันอยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้เองทาง "สมาพันธ์วิจัยและพัฒนากัญชาเพื่อประโยชน์แพทย์ไทย" จึงได้ร่วมมือกับ "เครือข่ายวิจัยและพัฒนาแพทย์แผนไทยและหมอพื้นบ้าน" เฟ้นหาแพทย์แผนไทย และ หมอพื้นบ้าน ที่มีความรู้ความสามารถระดมความคิดเห็นในการ ปรุงตำรับยาเพื่อรักษาผู้ป่วยทั้งจากส่วนผสมของ "กัญชา" และ "กัญชง" ในอนาคตต่อไป.