ศาลอุทธรณ์ เลื่อนนัดฟังคำพิพากษา คดีบริษัทฟ้องเรียกเงินเกษตรกรบุรีรัมย์ 40 ล้าน ถูกหลอกเซ็นซื้อปุ๋ย

ภูมิภาค23 เม.ย. 2562 • 11:53 น.
ศาลอุทธรณ์ เลื่อนนัดฟังคำพิพากษา คดีบริษัทฟ้องเรียกเงินเกษตรกรบุรีรัมย์ 40 ล้าน ถูกหลอกเซ็นซื้อปุ๋ย
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เลื่อนนัดฟังคำพิพากษา คดีบริษัทผลิตปุ๋ยฟ้องเรียกค่าเสียหายกลุ่มบ้าน เกษตรกร 5 อำเภอ ที่บุรีรัมย์ รวม 222 คน เป็นเงินกว่า 40 ล้านบาท ที่ถูกหลอกเซ็นสัญญาซื้อปุ๋ยในโครงการส่งเสริมอาชีพของคนบุรีรัมย์ ปี 2558 ของ อบจ. ขณะตัวแทนเกษตรกรเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ และกระบวนการยุติธรรม หลังศาลชั้นต้นพิจารณายกฟ้องไปแล้วเมื่อวันที่ 13 เม.ย.61 (23 เม.ย.62) กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรจาก 5 อำเภอ ในจังหวัดบุรีรัมย์ ประกอบด้วย อ.โนนสุวรรณ, ปะคำ, นางรอง, หนองกี่ และ อ.หนองหงส์ จำนวน 222 คน ที่ถูกบริษัทจำหน่ายปุ๋ย (ห้างหุ้นส่วนจำกัด ดีสิงห์ทวีโชค) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ให้ชดใช้ค่าปุ๋ยที่มีการจัดซื้อในโครงการส่งเสริมอาชีพคนบุรีรัมย์ ปี 2558 รวมเป็นเงินกว่า 40 ล้านบาท ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ภาค 3 ที่ศาลจังหวัดนางรอง อำเภอนางรอง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งทั้งโจทย์และจำเลยก็ได้เดินทางมารอฟังคำพิพากษาตามนัด ซึ่งเมื่อถึงเวลาศาลจังหวัดนางรอง ก็ได้เป็นตัวแทนอ่านสรุปรายงานคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ภาค 3 ให้ทั้งโจทย์และจำเลยรับฟังว่า มีเอกสารบางส่วนที่ยังไม่ถูกต้องครบถ้วน เช่น เรื่องการแต่งตั้งทนายความที่ใบอนุญาตหมดอายุความ และยังไม่มีการต่อใบอนุญาต หรือกรณีจำเลยที่มีการส่งหมายเสร็จแล้วเจ้าหน้าที่รายงานบ้านเลขที่ผิดพลาด ศาลอุทธรณ์จึงได้เลื่อนนัดไปเป็นวันที่ 26 ก.ค.2562 เพื่อให้ทนายความและคู่ความที่เกี่ยวข้อง เข้ามาไต่สวนให้ถูกต้อง หลังจากนั้นก็จะสรุปรายงานส่งให้ศาลอุทธรณ์ ภาค 3 พิจารณาตามขั้นตอนต่อไป ซึ่งก็ต้องรอฟังคำพิพากษาจากศาลอุทธรณ์อีกครั้งหนึ่ง โดยก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 13 มี.ค.2561 ศาลชั้นต้น ได้พิพากษายกฟ้องจำเลย ทั้ง 222 คน เนื่องจากพิเคราะห์แล้วเห็นว่าจำเลยทั้งหมด ไม่ได้เป็นคู่สัญญากับโจทก์โดยตรง เพราะที่ผ่านมาจำเลยไม่เคยมีการเจรจาซื้อขายปุ๋ยกับโจทก์ และไม่เคยมีนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทย์กับจำเลย ส่วนที่มีลายมือชื่อของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเป็นการเซ็นตามที่หน่วยงานราชการระบุให้เซ็น เพื่อแนบเรื่องเสนอขอรับเงินอุดหนุนในโครงการดังกล่าวเท่านั้น นายธนากร จีนกลาง ตัวแทนชาวบ้าน บอกว่า โครงการส่งเสริมอาชีพคนบุรีรัมย์ดังกล่าวเป็นโครงการต่อเนื่อง 4 ปี ตั้งแต่ปี 2555-2558 ที่ผ่านมา ได้รับแจกจ่ายปุ๋ยอินทรีย์ฟรี มาตลอดระยะเวลา 3 ปี ไม่เคยเกิดปัญหา แต่ปีสุดท้ายโครงการถูกสั่งระงับไม่มีการอนุมัติงบอุดหนุนจาก อบจ.เพื่อมาจ่ายเงินค่าปุ๋ยในโครงการ ทำให้ชาวบ้าน เกษตรกรที่ถูกหลอกเซ็นสัญญารับปุ๋ยไปใช้แล้ว ต้องตกเป็นแพะถูกบริษัทขายปุ๋ยฟ้องในข้อหา “ผิดสัญญาซื้อขาย” โดยคดีดังกล่าวได้มีการยื่นฟ้องมาตั้งแต่ปี 2559 ศาลจังหวัดนางรอง ได้มีการเรียกทั้งสองฝ่ายมาไกล่เกลี่ยกันหลายครั้งแต่ไม่ได้ข้อยุติ เนื่องจากทางบริษัทยังยืนยันจะเรียกค่าเสียหายเป็นเงินกว่า 40 ล้านบาท แต่ชาวบ้านไม่มีเงินที่จะจ่ายให้ ทั้งมองว่าชาวบ้านตกเป็นแพะในคดีดังกล่าว เพราะไว้เนื้อเชื่อใจหน่วยงานรัฐและเห็นว่าเป็นโครงการปุ๋ยฟรีจึงเซ็นรับปุ๋ย แต่พอเกิดปัญหากลับไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วยปล่อยชาวบ้านลอยแพจนต้องเดินเรื่องต่อสู้เรียกร้องความยุติธรรมกันเอง และต่อมาได้ยื่นร้องให้กระทรวงยุติธรรม และ ดีเอสไอ. เข้ามาช่วยเหลือดังกล่าว กระทั่งศาลชั้นต้น มีคำพิพากษายกฟ้องเกษตรกร ทั้ง 222 ราย ก็ทำให้เชื่อมั่นว่าความยุติธรรมยังมีอยู่จริง ด้านนางอุมาพร แพรประเสริฐ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ชำนาญการพิเศษ กล่าวว่า วันนี้ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้อ่านคำพิพากษา เนื่องจากยังมีเอกสารบางอย่างที่ไม่ถูกต้องครบถ้วน ศาลจึงได้เลื่อนนัดให้ทนายความ และคู่ความที่เกี่ยวข้อง มาไต่สวนในวันที่ 26 ก.ค.2562 อีกครั้ง ซึ่งที่ผ่านมา ในส่วนของกระทรวงยุติธรรม ดีเอสไอ ศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้ และสภาทนายความ ก็ได้เข้ามาช่วยเหลือชาวบ้าน เกษตรกร แนะนำให้ความรู้เรื่องการกฎหมาย สำหรับกรณีที่เกิดขึ้นครั้งนี้ก็ถือบทเรียนแก่ชาวบ้านเกษตรกร ก็จะทำให้รอบคอบและระมัดระวังมากขึ้นในการที่จะทำสัญญา ในการลงรายมือชื่อ อันดับแรกคือต้องอ่านให้ละเอียดก่อน ว่าเอกสารที่จะเซ็นนั้นเป็นเอกสารเกี่ยวกับอะไร เพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาในลักษณะดังกล่าวขึ้นอีก