เกษตรกรกาฬสินธุ์ร้องร่วมลงทุนป้อนอ้อยส่งบริษัทน้ำตาลหนี้เพิ่มถูกฟ้อง

ภูมิภาค6 มิ.ย. 2562 • 07:48 น.
เกษตรกรกาฬสินธุ์ร้องร่วมลงทุนป้อนอ้อยส่งบริษัทน้ำตาลหนี้เพิ่มถูกฟ้อง
เกษตรกรชาวไร่อ้อยผู้ที่ได้รับโควต้า บุกร้องศูนย์ปฏิบัติการป้องกันปราบปรามการฉ้อโกงทรัพย์สินของประชาชนตำรวจภูธรจังหวัดกาฬสินธุ์ ระบุทำสัญญาร่วมลงทุนกับบริษัทน้ำตาลยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยวางโฉนดที่ดินค้ำประกันยืมเงิน เพื่อมาลงทุนส่งอ้อยป้อนโรงงานและถูกหักใช้หนี้ตลอด แต่กลับมียอดหนี้เพิ่มขึ้น เรียกร้องให้ทางโรงงานชี้แจงเรื่องดังกล่าว เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 6 มิถุนายน 2562 เกษตรกรชาวไร่อ้อยใน อ.หนองกุงศรี จ.กาฬสินธุ์ จำนวน 16 คน ซึ่งเป็นผู้ที่ได้โควต้าอ้อยส่งให้กับบริษัทน้ำตาลแห่งหนึ่งในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ เดินทางเข้าร้องทุกข์และขอความเป็นธรรมกับศูนย์ปฏิบัติการป้องกันปราบปรามการฉ้อโกงทรัพย์สินของประชาชน ตำรวจภูธร จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งชาวบ้านระบุว่าได้ทำสัญญาร่วมทุนกับบริษัทน้ำตาลยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง โดยนำโฉนดที่ดินและเอกสารเกี่ยวกับหลักทรัพย์ต่างๆมาวางเป็นหลักค้ำประกัน ก่อนที่จะให้ยืนเงินไปลงทุนรับซื้ออ้อยจากเกษตรกร เพื่อป้อนให้กับโรงงาน และทางโรงงานจะทำการหักเงินเพื่อใช้หนี้ ซึ่งเกษตรกรได้ส่งอ้อยเข้าสู่โรงงานจำนวนหลายร้อยตันเป็นเวลาหลายปี แต่หนี้สินที่ยืมมากลับไม่ลดลง แถมยังมียอดหนี้เพิ่มขึ้น และไม่มีเอกสารชี้แจงรายละเอียดใดๆ ทำให้เกษตรกรหลายรายถูกทางบริษัทดังกล่าวฟ้องร้อง โดยมีพล.ต.ต.ทินณะรัตน์ เพ็ชรพันธ์ศรี ผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์ พ.ต.อ.อำพร สายมะณี ผกก.สอบสวน ภ.จว.กาฬสินธุ์ พร้อมเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันปราบปรามการฉ้อโกงทรัพย์สินของประชาชน ตำรวจภูธร จ.กาฬสินธุ์รับเรื่อง นางสาวมณีรัตน์ สินธุกูต อายุ 44 ปี เกษตรกรใน ต.หนองบัว อ.หนองกุงศรี จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ขณะนี้เกษตรกรชาวไร่อ้อย ซึ่งเป็นตัวแทนผู้ที่ได้รับโควต้าส่งอ้อยป้อนให้กับบริษัทน้ำตาลแห่งหนึ่งในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์กำลังได้รับความเดือดร้อนและทุกข์ใจอย่างมาก เนื่องจากมีเกษตรกรหลายรายได้รับใบแจ้งยอดหนี้ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากบริษัทโรงงานน้ำตาลดังกล่าว ซึ่งบางรายถูกฟ้องร้องดำเนินคดี และกำลังจะถูกยึดที่นา นางสาวมณีรัตน์ กล่าวต่อว่า สำหรับเกษตรกรที่เดือดร้อนนั้น เป็นตัวแทนหรือที่เรียกว่าผู้ที่ได้รับโควต้าส่งอ้อยให้กับบริษัทน้ำตาล โดยก่อนเข้าร่วมเป็นเจ้าของโควต้าทุกคนต้องทำสัญญาร่วมทุนกับบริษัท บางคนเซ็นเอกสารกระดาษเปล่า พร้อมกับเอาโฉนดที่ดิน ทะเบียนคู่มือรถ และเอกสารเกี่ยวกับหลักทรัพย์ต่างๆไปวางค้ำประกัน ก่อนที่จะยืมเงินจากทางโรงงานออกมา เพื่อไปรับซื้ออ้อยจากเกษตรกรแล้วป้อนเข้าสู่โรงงาน จากนั้นทางโรงงานจะดำเนินการจ่ายค่ารับซื้ออ้อยมาให้ พร้อมกับหักเงินที่เป็นหนี้ไว้ส่วนหนึ่ง ซึ่งแต่ละรายจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่ยืมมา โดยก่อนหน้านี้ทางโรงงานจะมีเอกสาร ซึ่งเป็นสลิปแจ้งยอดการจ่ายเงินและยอดหนี้ให้กับเจ้าของโควต้าทราบมาโดยตลอด แต่พอมาระยะหลังหลายปีกลับไม่มีเอกสารแจ้งยอดจำนวนเงินการรับซื้ออ้อย ยอดเงินที่หักไว้ และยอดหนี้ที่เหลือคงค้าง ซึ่งทางเกษตรกรได้พยายามเข้าไปทวงถามกับทางเจ้าหน้าที่โรงงานหลายครั้งก็ไม่ได้รับการชี้แจง และไม่ได้รับเอกสารใดๆ จนล่าสุดทางโรงงงานได้ส่งหนังสือแจ้งยอดหนี้มาให้เกษตรกรหลายราย แต่เป็นยอดหนี้คงเดิมเหมือนกับตอนที่ยืมมา หลายรายมียอดหนี้ที่พุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัวจากหนี้ที่ยืมมา นางสาวมณีรัตน์ กล่าวอีกว่า สำหรับตนนั้นได้เข้าไปเป็นตัวแทนได้โควต้าส่งอ้อยให้กับโรงงานตั้งแต่ปี 2557 และได้ยืมเงินและปุ๋ยกับทางโรงงานเพื่อร่วมลงทุนรับซื้ออ้อยป้อนเข้าสู่โรงงานรวมประมาณ 1,200,000 บาท โดยได้นำโฉนดที่ดินจำนวน 26 ไร่ไปวางค้ำประกัน จากนั้นได้น้ำอ้อยป้อนเข้าให้กับโรงงานเรื่อยมาหลายปี และแต่ละครั้งจะถูกหักเงินหนี้ไว้ส่วนหนึ่ง และมีเอกสารสลิปแจ้งยอดการหักและยอดเงินค้าง แต่พอระยะหลังทางโรงงานกับไม่มีเอกสารแจ้งยอดให้ทราบว่าหักเงินไปเท่าไหร่ ยอดเหลือเท่าไหร่ ซึ่งอยู่ๆก็ฟ้องดำเนินคดี โดยมียอดหนี้อยู่ที่ประมาณ 520,000 บาท ตนจึงต้องเข้าขอความเป็นธรรม และเรียกร้องให้ทางโรงงานชี้แจงรายละเอียดการหักเงิน และยอดหนี้ของเกษตรกรแต่ละคนด้วย เพราะส่วนตัวเชื่อว่าเงินที่ถูกหักไปใช้หนี้จากการที่ส่งอ้อยเข้าโรงงานมาหลายปีแล้ว ยอดหนี้ควรที่จะลดลงมากกว่านี้ ด้านนายประยงค์ ชมพูพื้น อายุ 69 ปี หนึ่งในเกษตรกรผู้ที่เป็นเจ้าของโควต้าชาว ต.หนองสรวง อ.หนองกุงศรี จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตนเป็นหนี้กับทางโรงงานประมาณ 500,000 บาท และได้ขอยืมเงินเพิ่มจากทางโรงงานเพิ่มอีกเมื่อปี 2550 ประมาณ 700,000 บาท แต่ถูกหักหนี้เดิม 500,000 บาท ได้รับเงินมา 200,000 บาท จากนั้นก็นำอ้อยส่งให้โรงงานกว่า 500 ตัน และถูกหักชำระหนี้มาโดยตลอด แต่พอล่าสุดกลับมีใบแจ้งยอดหนี้จากทางโรงงานบอกว่าตนเป็นหนี้อยู่ถึง 1,700,000 บาท ทำให้ตนสุดมึนงง เพราะนอกจากยอดหนี้ไม่ลดลงแล้ว แต่กลับเพิ่มขึ้นจำนวนมากอีกด้วย ดังนั้นจึงได้เดินทางมาขอความเป็นธรรม และให้ทางโรงงงานออกมาชี้แจงเรื่องดังกล่าวด้วย ขณะที่ พล.ต.ต.ทินณะรัตน์ เพ็ชรพันธ์ศรี ผบก.ภ.จว.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า เบื้องต้นได้ให้เจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันปราบปรามการฉ้อโกงทรัพย์สินของประชาชน ตำรวจภูธร จ.กาฬสินธุ์ รับเรื่องร้องทุกข์ของประชาชนไว้ จากนั้นจะประสานไปทางโรงงาน พร้อมกับรายงานไปยังผู้ว่าราชการ จ.กาฬสินธุ์ รวมทั้งเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งอัยการคุ้มครองสิทธิ์ ยุติธรรม จ.กาฬสินธุ์ และศูนย์ดำรงธรรม จ.กาฬสินธุ์ เพื่อขอทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้น และหาแนวทางการแก้ไขปัญหาต่อไป