ชาวบ้านสุดทน!! ฟาร์มหมูส่งกลิ่นเหม็น 10 ปี บุกอำเภอจี้ย้ายใน 15 วัน
วันที่ 21 เม.ย.66 ชาวบ้านจาก 3 หมู่บ้าน ประกอบด้วย ม.5 ม.14 และ ม.12 ต.ผางาม อ.เวียงชัย จ.เชียงราย จำนวนกว่า 300 คน โดยมีนางรัตนา คำตื้อ เป็นตัวแทน ได้เดินขบวนไปตามถนนและก่อนจะพากันไปชุมนุมที่หน้าบ้านของ นางคัชรินทราภร (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 59 ปี ภายในหมู่บ้านป่าบง หมู่ 5 ต.ผางาม อ.เวียงชัย จ.เชียงราย เพื่อเรียกร้องให้ นางคัชรินทราภร ย้ายหมูออกจากฟาร์มเลี้ยง ซึ่งตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้านป่าบง โดยชาวบ้านอ้างว่าฟาร์มหมูดังกล่าวได้ส่งกลิ่นเหม็นสร้างความเดือดร้อนและความรำคาญมานานนับ 10 ปี
ทั้งนี้ชาวบ้านได้ถือป้ายข้อความที่มีเนื้อหาถึงความเดือดร้อนจากกลิ่นเหม็นที่โชยออกมาจากฟาร์มหมูดังกล่าว ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เวียงชัย ฝ่ายปกครอง องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ผางาม ได้เข้ามาเป็นหน่วยงานกลาง ในการเจรจาระหว่างชาวบ้านกับ เจ้าของฟาร์มหมู ทั้งนี้ชาวบ้านได้ยื่นหนังสือเรียกร้องขอให้เจ้าของฟาร์มหมูหยุดกิจการและย้ายออกไปจากพื้นที่ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ 21 เม.ย.2566 เนื่องจากปัญหาได้เกิดขึ้นมานานแล้วแต่ไม่ได้รับการแก้ไข
โดยนางรัตนา ระบุว่า ฟาร์มหมูเปิดมาได้ร่วม 20 ปี ได้ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านมาโดยตลอด ซึ่งชาวบ้านฝืนทนและเปิดโอกาสให้ทางฟามร์มหมูปรับปรุงเรื่องกลิ่นและสุขอนามัยมาโดยตลอด แต่ทางฟาร์มไม่ยอมปรับปรุง ซึ่งฟาร์มหมูอยู่ใกล้ชุมชน ใกล้โรงเรียน มีผลกระทบต่อการเรียนการสอนและบุคลากรทางการศึกษา ชาวบ้านบางคนเกิดอาการเจ็บป่วยด้วยภาวะเครียดจากการได้กลิ่นเหม็น ล่าสุดทางฟาร์หมูได้มีการขยายกิจกรรมไปสร้างฟาร์มเพิ่มอีกแห่ง โดยอ้างกับชาวบ้านว่าจะย้ายสุกรทั้งหมดไปยังฟาร์มใหม่ก็ไม่ปฎิบัติตาม และไม่ยอมแก้ไขที่ถาวรทำเพียงผักชีโรยหน้า ขณะที่เจ้าหน้าที่ไปเข้าตรวจการขนส่งสิ่งปฎิกูลออกจากพื้นที่ไม่ถูกสุขลักษณะตกเรี่ยราดตามรายทาง ชาวบ้าน 300 กว่าครัวเรือน ที่ได้รับผลกระทบสุดที่จะทน จึงออกมาเรียกร้องให้มีการย้ายฟาร์มหมูแห่งนี้ออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด
ด้านนายวิทยา ใจปาละ นายก อบต.ผางาม กล่าวว่า ฟาร์มหมูแห่งนี้ได้ขออนุญาตจัดตั้งถูกต้องทั้งต่อ อบต.ผางาม สำนักงานปศุสัตว์ จ.เชียงราย ฯลฯ แต่ที่ผ่านมามีกลิ่นเหม็นจนส่งผลกระทบต่อทั้งชาวบ้านและนักเรียนในโรงเรียน ซึ่งทาง อบต.ผางาม ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจโดยได้เข้าหารือกับผู้ประกอบการให้ปรับปรุงทั้งล้าง ทำม่านน้ำ ฯลฯ และให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจทุกๆ 15 วัน แต่การแก้ไขก็ไม่เคยแล้วเสร็จ ทำให้ปัญหากลิ่นเหม็นเรื่อยมาดังกล่าว
ขณะที่นางคัชรินทราภร ซึ่งออกมาสังเกตุการณ์การชุมนุมหน้าบ้าน กล่าวว่า ฟาร์มดังกล่าวตนได้เลี้ยงไก่มาตั้งแต่ 2547 กระทั่งปี 2550 ก็ได้ขออนุญาตเลี้ยงหมูแม่พันธุ์เพื่อผลิตลูกหมูส่งให้กับบริษัท ไม่ได้เลี้ยงสุกรขุน โดยมีการขออนุญาตถูกต้องและจัดทำโรงเรือนสำหรับเลี้ยงตามหลักของปศุสัตว์ทุกอย่าง โดยเลี้ยงอยู่ 2 โรงเรือน โรงแรกประมาณ 200 ตัว และโรงที่ 2 อีกประมาณ 300 ตัว ซึ่งหลังรับทราบปัญหาช่วงนี้อยู่ระหว่างปรับปรุง แต่จู่ๆ ชาวบ้านก็รวมตัวกันมาให้ตนย้ายหมูออกจากพื้นที่ภายใน 15 วัน ตนเองไม่สามารถทำได้ เพราะไม่มีสถานที่รองรับและการขนย้ายต้องมีค่าใช้จ่ายที่สูง ตนก็มีหนี้สินจำนวนมาก โดยตนไม่ได้มีแนวคิดที่จะย้ายหมูออกพื้นที่ตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ชาวบ้านเข้าใจกันเอง หากย้ายจะให้ย้ายไปที่ไหนแล้วใครจะช่วยย้าย การสร้างโรงเรือนต้องใชระยะเวลาเป็นปีๆ ตอนนี้ทางฟาร์มทำได้คือการปรับปรุงไม่ให้เกิดกลิ่น มีระบบระบายของเสีย การนำบ่อแก๊ส และจะนำระบบผ้าใบคลุมกลิ่นมาใช้ ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่สูงแต่ก็จะทำ มีการล้างบ่อปฎิกูลออกนอกพื้นที่ แต่หากจะไม่ให้เลี้ยงหรือไม่ให้นำลูกหมูเข้าออกนั้นทำไม่ได้เพราะมีสัญญากับทางบริษัทอยู่ และทางฟาร์มก็ทำถูกต้องตามระเบียบทุกอย่าง
อย่างไรก็ตามหลังจากชาวบ้านชุมนุมและมีการผลัดกันปราศรัยระยะหนึ่งได้ประกาศให้ทางฟาร์มหมูเข้าไปรับเรื่องและยินยอมรับปากที่จะย้ายหมูภายใน 15 วัน กับทางกลุ่มผู้ชุมนุม แต่ทางฟาร์มหมูไม่ได้เข้ารับเรื่องและไม่สามารถย้ายกิจการออกไปได้ เนื่องจากกระทันหันเกินไป ทำให้ทางกลุ่มผู้ชุมนุมไม่พอใจ ได้พากันเดินทางไปยังที่้ว่าการอำเภอเวียงชัย เพื่อขอความช่วยเหลือจากทางอำเภอ โดยนายญาณวุฒิ สุดพิมศรี นายอำเภอเวียงชัย พร้อมด้วย นายพีระพันธ์ ตั้งตระการพงษ์ ปศุสัตว์อำเภอเวียงชัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทราบเรื่องจึงเข้ามารับเรื่องจากกลุ่มชาวบ้านและให้ประชุมหารือกันที่ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอเวียงชัย เพื่อหาทางออกร่วมกัน
โดยตัวแทนชาวบ้านผลัดเปลี่ยนกันกล่าวชี้แจงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากฟาร์มหมู ก่อนที่ทางส่วนราชการทั้งฝ่ายนิติกร ของ อบต.ผางาม และทางปศุสัตว์ อ.เวียงชัย จะชี้แจงถึงการตั้งฟาร์มหมูว่าฟาร์หมู่ดังกล่าวได้มีการขออนุญาติอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นการขอที่ข้อกฎหมายจะบังคับให้มีการจัดทำประชาคมหรือประชาพิจารณ์ก่อนการตั้ง ในปี 2561 แต่ฟาร์มหมูได้ตั้งมาก่อนจะบังคับย้อนหลังไม่ได้ ทำได้เพียงให้มีการปรับปรุงให้ถูกสุขลักษณะ ทำให้ชาวบ้านไม่ให้เกิดผลกระทบต่อชุมชน แต่ชาวบ้านยืนกรานที่จะให้ย้ายสุกรออกเพียงอย่างเดียว ทำให้เกิดการโต้เถียงกันพักใหญ่
สำหรับการหารือได้ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ทางนายญาณวุฒิ จึงตกลงรับปากกับทางชาวบ้านผุู้ชุมนุมว่าทางอำเภอจะเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยแก้ไขปัญหาทั้งหมดให้ โดยใบอนุญาตของฟาร์มจะหมดอายุประมาณเดือนพฤศจิกายน 2566 ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นจะนำไปพิจาณาในการต่อใบอนุญาต แต่ทางชาวบ้านไม่ยอมขอให้เรื่องทั้งหมดจบภายใน 15 วัน ทางนายญาณวุฒิ จึงขอให้ทางชาวบ้านส่งตัวแทนทั้ง 3 หมู่บ้านมาเป็นคณะกรรมการแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยจะเชิญทางผู้ประกอบการ ตัวแทนชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาหารือเพื่อหาทางออกร่วมกันอีกครั้งในวันที่ 26 เมษายน 2566 ที่จะถึงนี้ ทำให้ชาวกลุ่มชาวบ้านพอใจยอมสลายตัวในที่สุด