กาฬสินธุ์สำรวจพื้นที่ประสบภัยปลากระชังตาย

ภูมิภาค9 ก.ค. 2560 • 18:30 น.
กาฬสินธุ์สำรวจพื้นที่ประสบภัยปลากระชังตาย
ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์สั่งการให้ประมงจังหวัด พร้อมด้วยนักวิชาการด้านการเลี้ยงปลากระชัง และตัวแทนนายทุนส่งเสริมเลี้ยงปลากระชังเข้าสำรวจพื้นที่เลี้ยงปลากระชังบริเวณเขื่อนลำปาว ที่ประสบภาวะวิกฤติน็อคตาย เพื่อวิเคราะห์ปัญหา ขณะที่เกษตรกรผู้ประสบภัยยังอยู่ในอาการเสียขวัญ เพราะกู้เงินมาลงทุน 5 ล้าน ขาดทุนยับ 2 แสนบาท จากกรณีเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากระชังในเขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ กว่า 500 ราย จำนวนกว่า 14,000 กระชัง กำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก หลังพ่อค้าคนกลางรับซื้อปลาจำนวนจำกัด ทำให้เกษตรกรต้องเลี้ยงปลาไว้นานกว่าเดิม ประกอบกับน้ำมีสารเคมี ส่งผลให้ประสบปัญหาปลาน็อคตาย เฉลี่ยรายละ 5-10 ตัน และยังคงทยอยตายลงทุกวัน ขาดทุนยับเยิน ต้องนำไปฝังดินเป็นปุ๋ยต้นไม้ เบื้องต้นสูญกว่า 20 ล้าน วอนส่วนราชการช่วยเหลือและสำรวจความเสียหาย ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น ล่าสุดวันที่ 9 กรกฎาคม 2560 นายสุวิทย์ คำดี ผู้ว่าราชการ จ.กาฬสินธุ์ สั่งการให้นายอำพล จินดาวงค์ ประมง จ.กาฬสินธุ์ นายเมธี อำไพพิศ ตัวแทนผู้ประกอบการเลี้ยงปลากระชังฯ พร้อมด้วยนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงปลากระชัง จากบริษัทเอกชนหลายบริษัท ได้ลงสำรวจแพเลี้ยงปลากระชัง ทั้งในกลุ่มที่ประสบปัญหาปลาน็อคตายและไม่ประสบปัญหา เพื่อวิเคราะห์การเกิดปัญหาพร้อมให้คำแนะนำการเลี้ยงปลากระชังที่ปลอดภัยและถูกหลักการ ให้กับเกษตรกรที่ประสบภัย นายอำพล จินดาวงค์ ประมง จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่สำรวจพื้นที่เลี้ยงปลากระชังครั้งนี้ แยกออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ประสบปัญหาและไม่ประสบปัญหา กลุ่มที่ประสบปัญหานั้นพบว่าเกิดจาการบริหารจัดการ เนื่องจากปริมาณปลาในกระชังมีความหนาแน่นประมาณ 1,200 - 1,300 ตัว บางกระชังมากถึง 1,500 ตัวและเป็นปลาที่มีขนาดใหญ่ น้ำหนักตัวละกว่า 1 กิโลกรัม ซึ่งวันที่เกิดเหตุปลาน็อคตาย ไม่ได้ใช้เครื่องทำออกซิเจนให้กับกระชังปลา อีกทั้งเป็นช่วงฤดูฝนซึ่งถือว่าเป็นจุดเปราะบาง เสี่ยงอันตรายจากสภาพอากาศปิด มีน้ำป่าไหลลงลงมา อุณหภูมิน้ำไม่คงที่ ประกอบกับปลาที่อยู่ในกระชังแน่นเกินไป จึงเกิดการน็อคตายดังกล่าว นายอำพล กล่าวอีกว่า สำหรับกลุ่มที่ไม่ประสบปัญหาปลาน็อคตายนั้น เลี้ยงปลากระชังละประมาณ 500-1,000 ตัว และเป็นปลาขนาดยังเล็ก ใช้เครื่องทำออกซิเจนในช่วงที่สภาพอากาศแปรปรวน จึงไม่เกิดปัญหาปลาน็อคตาย อย่างไรก็ตาม ได้กำชับให้เกษตรกรเฝ้าระวังให้มากขึ้น เนื่องจากปลากระชังมีความไวต่อสภาพน้ำและอากาศ หากเผลอเรอก็อาจประสบปัญหาน็อคตายได้ ทั้งนี้ จากการสำรวจการเลี้ยงปลากระชังบริเวณเขื่อนลำปาวในภาพรวม จากจำนวน 14,000 กระชัง จำนวนเกษตรกร 523 ราย กระจายในพื้นที่หลายตำบล 24 จุด โดยมติคณะกรรมการประมงประจำ จ.กาฬสินธุ์ ประกาศเป็น พ.ร.ก.ในปี 2560 ซึ่งมีทั้งเลี้ยงเป็นกลุ่ม สังกัดนายทุนเอกชนหลายบริษัทและเลี้ยงอิสระ พบว่าเกิดปัญหาเพียงส่วนน้อย สาเหตุเกิดจากการบริหารจัดการ ทั้งนี้ หากเกิดจากภัยธรรมชาติและประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติ จะได้รับการชดเชยในอัตรา 315 บาท/ตารางเมตร รายละไม่เกิน 80 ตารางเมตร นอกจากนี้ทางผู้ว่าราชการ จ.กาฬสินธุ์ยังจะได้เปิดตลาดเพื่อให้เกษตรกรได้จำหน่ายปลาด้วยตนเองและรณรงค์ให้ประชาชนหันมาบริโภคปลาให้มากขึ้นอีกด้วย ด้านนายชายงาม อิ่มประสงค์ อายุ 40 ปี บ้านเลขที่ 39 หมู่ 2 ต.ภูสิงห์ อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์ ตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากระชังใน อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์ ที่ประสบปัญหาปลาน็อคตาย กล่าวว่า ถึงวันนี้ตนยังทำใจไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คงได้แต่สู้ทนเลี้ยงต่อไป เพราะกู้เงินมาลงทุน 5 ล้านบาท ต่อไปนี้จะพยายามเอาใจใส่ในการบริหารจัดการให้มากขึ้น สำหรับปลาของตนและเพื่อนเกษตรกรที่น็อคตายนั้น ส่วนที่เน่าเหม็นก็นำไปฝังดินเป็นปุ๋ยให้ต้นไม้ ส่วนที่ยังมีสภาพดีก็ชำแหละทำปลาร้าขาย ก.ก.ละ 16 บาท จากราคาปลาสด ก.ก.ละ 60 บาท ทั้งนี้จากการประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้น เลี้ยงปลากระชังชุดนี้ขาดทุนแล้วแน่นอน 2 แสนบาทหรืออาจจะมากกว่านี้ เพราะยังทยอยตายทุกวันๆละ 100-200 ตัว เพราะเป็นปลาขนาดใหญ่พร้อมส่งจำหน่าย แต่ยังขายไม่ออกเพราะพ่อค้าคนกลางสั่งซื้อจำนวนจำกัด โดยบอกว่าปลาล้นตลาด จึงต้องเลี้ยงรอวันส่งออกแต่กลับตายลงทุกวัน อย่างไรก็ตาม ในการลงพื้นที่สำรวจความเสียหายของประมง จ.กาฬสินธุ์ และนักวิชาการด้านการเลี้ยงปลากระชัง รวมทั้งตัวแทนบริษัทเอกชนส่งเสริมเลี้ยงปลากระชังครั้งนี้ นายทุนของนายชายงามฯ เกษตรกรผู้ประสบปัญหาปลาน็อคตาย ไม่ได้มาร่วมให้ข้อมูลด้วย จึงยังไม่ทราบว่าจะให้ความช่วยเหลือหรือเยียวยานายชายงามฯ และเกษตรกรลูกค้าที่ประสบปัญหาปลากระชังน็อคตายแต่อย่างใด