ระนอง จับซิมการ์ดผี สกัดบัญชีม้า
ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดระนอง เปิดแถลงข่าวทันที หลังเข้าจับกุม 2 แผงร้านโทรศัพท์มือถือ จำหน่ายซิมการ์ดผี พบมีการทำเป็นขบวนการ เริ่มจากเซลล์บริษัทมือถือ นำซิมเติมเงินที่มีการลงทะเบียนในชื่อชาวต่างชาติ ส่งให้แผงร้านโทรศัพท์มือถือ ไปจำหน่ายต่อให้กับลูกค้าแรงงานต่างด้าวในพื้นที่ ก่อนควบคุม 2 พนักงานขายสาวชาวเมียนมา ไปดำเนินคดี ผู้การระนองระบุ จากการตรวจสอบบัญชีม้า จับกุมเคตามีน 938 ก.ก. พบมีการเชื่อมโยงเครือข่ายยาเสพติดทั้งภาคเหนือ,ภาคใต้ตอนบน,3จังหวัดชายแดนใต้ ได้ผู้ต้องหา 1 ราย ต้นต่อมาจาก ซิมผี ที่มีการซื้อขายกันได้ง่าย โดยทางร้าน ไม่ได้ลงทะเบียนลูกค้าผู้ซื้อแต่อย่างใด
เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2566 เวลา 14.30 น. พล.ต.ต.เชิดพงษ์ ชิวปรีชา ผบก.ภ.จว.ระนอง ได้เปิดแถลงข่าวการจับกุมซิมการ์ดผี หรือซิมโทรศัพท์เติมเงิน รายหนึ่ง ที่ลูกค้าไม่ต้องลงทะเบียนซื้อ โดยชุดสืบสวน สภ.ปากน้ำระนอง ได้เข้าทำการล่อซื้อซิมโทรศัพท์มือถือ จาก พนักงานขายโทรศัพท์ ในร้านจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ ในเขตพื้นที่ ต.ปากน้ำ อ.เมืองระนอง จ.ระนอง ก่อนขยายผล ไปร้านโทรศัพท์มือถือ ในเขตพื้นที่ สภ.เมืองระนอง อีกแห่งหนึ่ง ได้ผู้ต้องหาพนักงานขาย สาวชาวเมียนมา 2 คน พร้อมซิมการ์ดโทรศัพท์เติมเงิน ที่ไม่ต้องลงทะเบียน รวม 31 ซิม
พล.ต.ต.เชิดพงษ์ ชิวปรีชา กล่าวว่า จากนโยบายผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยการป้องกันภัยไซเบอร์ให้ได้ผลทางหนึ่งคือ การป้องกันและปราบปราม ซิมผี และ บัญชีม้า ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญในการสกัดการกระทำความผิดของกลุ่มคนร้าย ตำรวจภูธรจังหวัดระนอง จึงได้ระดมกวาดล้าง ซิมผี และ บัญชีม้า ในพื้นที่จังหวัดระนอง ทันที เบื้องต้น สามารถ จับกุม ซิมผี ในพื้นที่ สภ.เมืองระนอง และ สภ.ปากน้ำ จำนวน 33 ซิม ได้ผู้ต้องหาซึ่งเป็นพนักงานขายสาวชาวเมียนมา 2 คน และได้ขยายผลจนทราบตัวบุคคลที่นำซิมมาจำหน่ายให้กับผู้ต้องหา ขณะนี้อยู่ระหว่างขออนุมัติศาลจังหวัดระนอง เพื่อออกหมายจับ ซึ่งเป็นเซลล์ตัวแทนจำหน่ายโทรศัพท์มือถือและซิมโทรศัพท์ ของบริษัทมือถือรายใหญ่ในประเทศ
จากการสืบสวนสอบสวนเบื้องต้นพบว่า ข้อมูลท้องถิ่นและชาวบ้าน ในพื้นที่ ต.ปากน้ำระนอง มีผู้ใช้แรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมา นิยมไปซื้อซิมการ์ดที่แผงร้านค้าโทรศัพท์แห่งหนึ่ง มาเป็นจำนวนหลายครั้งแล้ว โดยทุกครั้ง ทางร้านไม่ได้ขอบัตรประจำตัวประชาชนของตนเองเพื่อนำไปลงทะเบียนซิมการ์ดแต่อย่างใด และผู้ขายแจ้งกับตนเองว่าสามารถใช้งานได้เลย โดยซื้อมาในราคา 200 บาท/ซิมการ์ด ภายหลังจากล่อซื้อสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการข้อหมายค้นของศาลจังหวัดระนอง เข้าตรวจค้น ตรวจยึดของกลาง และจับผู้ต้องหาพนักงานขาย ยังพบว่ามี เซลล์บริษัทมือถือรายหนึ่ง ได้มาติดต่อกับทางร้านบริษัทมือถือ ว่าสามารถส่งขายซิมเติมเงิน ที่ลูกค้าไม่ต้องลงทะเบียนซื้อขายได้ เหมาะสำหรับผู้ใช้แรงงาน โดยทางพนักงานร้านได้ส่งรายชื่อชาวเมียนมาให้ 1 ราย และต่อมาเซลล์จำหน่ายรายนี้ มีการนำไปเปิดลงทะเบียนใหม่ ก่อนส่งซิมโทรศัพท์ กลับมาในคราวเดียวถึง 40-50 ซิม โดยจะจำหน่ายในราคาสูงกว่าท้องตลาด และร้านค้าสามารถนำไปขายต่อบวกกับค่าเติมเงิน ในราคาร่วม 200 บาท
ส่วนอีกราย เป็นการขยายผลจับกุม บัญชีม้า จำนวน 1 ราย ซึ่งเป็นบัญชีที่รับจ้างเปิดให้เครือข่ายยาเสพติดนำไปใช้เป็นบัญชีรับโอนเงินค่ายาเสพติด จากการสืบสวนทราบว่าผู้รับจ้างเปิดบัญชีเป็นชาวเมียนมา จึงได้ออกสืบสวนสามารถควบตุมตัวผู้ต้องหาได้ โดยผู้ต้องหารับว่าได้รับว่ารับจ้างเปิดบัญชีให้กับผู้ว่าจ้างชื่อ เมตู ซึ่งอยู่ที่เมืองเกาะสอง ประเทศเมียนมา พบมีการเชื่อมโยงเครือข่ายยาเสพติดทั้งภาคเหนือ,ภาคใต้ตอนบน, รวมทั้งเครือข่ายยาเสพติดในพื้นที่ 3จังหวัดชายแดนใต้
โดยพนักงานร้านโทรศัพท์มือถือสาวชาวเมียนมา ทั้ง 2 ราย ถูกแจ้งข้อหาว่า “เป็นธุระจัดหา โฆษณา หรือไขข่าวโดยประการใด ๆ เพื่อให้มีการซื้อ หรือขายเลขหมายโทรศัพท์สำหรับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งลงทะเบียน ผู้ใช้ บริการในนาม ของบุคคลหนึ่งบุคคลใดแล้ว แต่ไม่สามารถระบุตัวผู้ใช้บริการได้” ตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566
ส่วนการจับกุม บัญชีม้า จำนวน 1 ราย ซึ่งเป็นบัญชีที่รับจ้างเปิดให้เครือข่ายยาเสพติดนำไปใช้เป็นบัญชีรับโอนเงินค่ายาเสพติด จากการสืบสวนทราบว่าผู้รับจ้างเปิดบัญชีเป็นชาวเมียนมา จึงได้ออกสืบสวนสามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาได้ โดยผู้ต้องหารับว่าได้รับว่ารับจ้างเปิดบัญชีให้กับผู้ว่าจ้างจริง จึงถูกแจ้ง ข้อหาตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 129 ยินยอมให้ผู้อื่นใช้ชื่อ เอกสาร หลักฐานในการเปิด จด หรือ ลงทะเบียนทำธุรกรรมทางการเงิน ซื้อสินค้าหรือบริการอื่นใด ยอมให้ใช้บัญชีธนาคาร บัตรอิเล็กทรอนิกส์ ซิมการ์ดโทรศัพท์ หรือยอมให้ผู้อื่นใช้ ซึ่งตนได้เปิด จด หรือลงทะเบียนไว้แล้ว โดยรู้ หรือควรรู้ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ