บุรีรัมย์ออกประกาศกำหนดเขตควบคุมไฟป่าฝ่าฝืนเจอโทษติดคุก-ปรับ
วันที่ 22 พ.ย.66 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ลงนามในประกาศจังหวัดบุรีรัมย์ ลงวันที่ 17 พ.ย.2566 เรื่อง กำหนดเขตควบคุมไฟป่าในท้องที่จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีเนื้อหา ระบุว่า ด้วยปรากฏว่าในฤดูแล้งของทุกปี มักเกิดไฟป่าขึ้นเป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า และพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ทำความเสียหายแก่ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าเป็นจำนวนมหาศาล ทำให้รัฐต้องสูญเสียงบประมาณในการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องมือ เครื่องใช้และยานพาหนะ เข้าระงับดับไฟเป็นจำนวนมากอีกด้วย สาเหตุประการหนึ่ง เกิดจากการเผาไร่ ฟางข้าว ซังข้าวโพดหญ้าและวัชพืชในที่ดินที่ทำกินของเกษตรกรที่อยู่ใกล้พื้นที่ป่า เพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูก โดยไม่มีการควบคุม ในที่สุดไฟก็ไหม้ลุกลามเข้าไปติดป่ากลายเป็นไฟป่า
ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายจากไฟป่าดังกล่าว และเป็นการเตรียมความพร้อมในการป้องกันไฟป่าและลดความเสียหายและความรุนแรงของไฟป่าในท้องที่จังหวัดบุรีรัมย์ อีกทั้งให้ราษฎรได้มีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า จึงกำหนดให้พื้นที่แนบท้ายประกาศนี้ เป็น "เขตควบคุมไฟป่า"
ซึ่งได้กำหนดมาตรการในการป้องกันไฟป่าขึ้นไว้ ดังนี้ ภายในพื้นที่เขดควบคุมไฟป่า 1. เมื่อมีความจำเป็นต้องเผาไร่ วัชพืชในที่ดินทำกิน ให้ราษฎรผู้ครอบครองที่ดินดังกล่าว ต้องขออนุญาตจากกำนันหรือผู้ใหญ่บ้าน ในเขตปกครองท้องที่นั้นๆ ก่อนที่จะดำเนินการทุกครั้ง พร้อมกับต้องจัดทำแนวกันไฟและควบคุมไฟมิให้ลุกลามไปยังพื้นที่อื่นๆ ได้ 2. หากราษฎรผู้ใดไม่แจ้งขออนุญาตต่อกำนันหรือผู้ใหญ่บ้าน หรือขออนุญาตแล้ว แต่ไม่จัดทำแนวกันไฟและมิได้ควบคุมไฟให้อยู่ในพื้นที่ที่ตนถือครอง จนเป็นเหตุให้ไฟลุกลามไหม้ป่า ให้กำนันหรือผู้ใหญ่บ้านแจ้งต่อนายอำเภอท้องที่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายแก่ราษฎรที่ฝ่าฝืนหรือปล่อยปละละเลย โดยเฉียบขาดทุกรายโดยเฉพาะราษฎรที่บุกรุกเข้าไปแผ้วถางในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เขตอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหรือเขตห้ามล่าสัตว์ป่า จังหวัดจะพิจารณาใช้นโยบายกับราษฎรผู้บุกรุกพื้นที่ดังกล่าวตามที่เห็นสมควรและจะดำเนินคดีตามความผิดที่เกิดขึ้น
ส่วน 3. ในเขตควบคุมไฟป่า ราษฎรต้องให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการดับไฟป่าในกรณีที่ทางราชการร้องขอ และหากพบไฟไหม้ป่าในบริเวณใด ให้ช่วยกันดับไฟเสียแต่ต้น เพื่อไม่ให้ไฟขยายออกเป็นวงกว้างหากไฟรุนแรงไม่สามารถดับได้ ให้รีบแจ้งหน่วยงานป่าไม้ในพื้นที่ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเจ้าหน้าที่เข้าทำการดับไฟป่า โดยแจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในท้องที่ หากกรณีเกิดไฟป่าในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ขอให้แจ้งส่วนควบคุมและปฏิบัติการไฟป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 7 (นครราชสีมา) โทรศัพท์หมายเลข 0-4424-411 ต่อ 350 หรือ สถานีควบคุมไฟป่าดงใหญ่ โทรศัพท์หมายเลข 08-1725-6763
สำหรับ 4. ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 การจุดไฟเผาป่าหรือปล่อยให้ไฟลุกลามเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติ วนอุทยาน สวนพฤกษศาสตร์ และสวนรุกขชาติ ต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปีหรือปรับตั้งแต่สี่แสนบาทถึงสองล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 5. ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 การจุดไฟเผาป่าหรือให้ลุกลามเข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี หรือปรับตั้งแต่สี่แสนบาทถึงสองล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปีหรือปรับไม่เกินเจ็ดแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 6. ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และที่แก้ไขเพิ่มเติม การจุดไฟเผาป่าหรือปล่อยให้ไฟลุกลามเข้าไปในเขตป่าสงวนแห่งชาติ มีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมี่นบาทถึงสองแสนบาท ในกรณีความผิดถ้ากระทำเป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่ ผู้กระทำความผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสองล้านบาท
ส่วน 7. ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ผู้ใดเผาป่า ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินห้าหมี่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในกรณีความผิดตามมาตรานี้ ถ้ากระทำเป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่ ผู้กระทำความผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท 8. ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 220 ผู้ใดกระทำให้เกิดเพลิงไหม้แก่วัตถุใด ๆ แม้เป็นของตนเองจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์ของผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท 9. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน แพทย์ประจำตำบล ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สมาชิกสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และคณะกรรมการหมู่บ้าน (กม.) ให้ถือเป็นหน้าที่ต้องสอดส่องดูแลให้ประชาชนในท้องที่ปฏิบัติตามประกาศอย่างเข้มงวดตามบัญชีรายชื่อต่อท้ายประกาศฉบับนี้