คณะอนุวิจัยฯ วุฒิสภา นำทีมลงพื้นที่เจาะลึกปมขัดแย้งเชิงโครงสร้างและช่องว่างทางกฎหมาย ทำ "ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา" ที่รัฐบาลญี่ปุ่นทุ่มทุนสร้างเกือบพันล้านเยนถูกปล่อยทิ้งร้างมาตั้งแต่ปี 2562 ด้าน "สว.ชิบ จิตนิยม" จี้มหาดไทย-ธนารักษ์-ราชภัฏฯ เร่งจับมือบูรณาการฟื้นคืนชีพแหล่งเรียนรู้ระดับโลก ก่อนกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
เมื่อวันที่ 9-10 กรกฎาคม 2569 คณะอนุกรรมการเสริมสร้างขับเคลื่อนและติดตามการดำเนินงานด้านวิจัยและพัฒนา ในคณะกรรมการวิจัยและพัฒนาของวุฒิสภา นำโดย นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา ในฐานะที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการฯ พร้อมด้วย นายชิบ จิตนิยม ประธานอนุกรรมการฯ และ รศ.แล ดิลกวิทยรัตน์ ได้เดินทางลงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อขับเคลื่อนโครงการเชื่อมโยงข้อมูลผลงานวิชาการและงานวิจัยไปสู่การแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่ โดยมี รศ.ดร.ชูสิทธิ์ ประดับเพ็ชร์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา พร้อมคณะผู้บริหารร่วมให้การต้อนรับและนำเสนอข้อมูล
จากการประชุมหารือ รศ.ดร.ธาตรี มหันตรัตน์ รองอธิการบดี มรภ.พระนครศรีอยุธยา ได้นำเสนอผลงานวิจัยเรื่อง "ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา" ซึ่งชี้ให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยืดเยื้อ โดยพบความซ้ำซ้อนด้านอำนาจหน้าที่และข้อกฎหมายระหว่างกรมศิลปากร (พ.ร.บ.โบราณสถานฯ พ.ศ. 2504) กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522) ส่งผลให้ขาดความเป็นเอกภาพในการบริหารจัดการพื้นที่ และเกิดช่องว่างจนนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างหน่วยงาน ซึ่งเคยกระทบต่อโครงการก่อสร้างอาคารของมหาวิทยาลัยยาวนานกว่า 10 ปีมาแล้ว
นอกจากนี้ คณะอนุกรรมการฯ ยังได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ณ ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา และพบสถานการณ์วิกฤตที่ตรงตามข้อค้นพบจากงานวิจัย โดยศูนย์แห่งนี้ได้ปิดทำการอย่างถาวรมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 จนถึงปัจจุบัน
ปัญหาหลักเกิดจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2539 ที่ฝากภารกิจการบริหารไว้กับฝ่ายปกครอง (จังหวัดพระนครศรีอยุธยา) ทำให้ไม่มีหน่วยงานเจ้าภาพหลักที่ตรงสายงาน ขาดบุคลากรเชี่ยวชาญ และไม่มีฐานะทางกฎหมายเป็นส่วนราชการ ส่งผลให้ไม่สามารถขอจัดสรรงบประมาณแผ่นดินได้โดยตรง ที่ผ่านมาต้องใช้วิธีปันงบเฉลี่ยปีละ 20 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอแม้กระทั่งค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าบำรุงรักษา
นายชิบ จิตนิยม ประธานอนุกรรมการฯ เปิดเผยว่า ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยาแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2530 ในวาระฉลองพระชนมายุ 60 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่นสูงถึง 999 ล้านเยน (ราว 170 ล้านบาท) เพื่อเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น"หากเราปล่อยให้ศูนย์แห่งนี้ถูกทิ้งร้างจนกลายเป็นประวัติศาสตร์แห่งความล้มเหลว มันจะส่งผลเสียต่อชื่อเสียงและการบริหารจัดการในระดับสากล รวมถึงอาจกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วย หลังจากนี้ กระทรวงมหาดไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา และกรมธนารักษ์ จะต้องเร่งบูรณาการหาทางออกร่วมกัน เพื่อฟื้นคืนชีพมรดกของชาติแห่งนี้" นายชิบ กล่าว
ขณะที่ รศ.แล ดิลกวิทยรัตน์ ที่ปรึกษาอนุกรรมการฯ ในฐานะหนึ่งในอดีตอนุกรรมการวิชาการจัดตั้งศูนย์ฯ เมื่อ 40 ก่อน สะท้อนอย่างน่าเสียดายว่า ความฝันที่อยากเห็นศูนย์แห่งนี้เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้อยุธยาแห่งเดียวในโลกต้องสะดุดลงเพราะระบบบริหารจัดการ เป็นตัวอย่างชัดเจนของอุปสรรคที่ทำให้งานวิจัยขึ้นหิ้งแต่ไม่ถึงมือประชาชน
ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยฯ ได้เสนอแบบจำลองทางกฎหมายเพื่อฟื้นฟูศูนย์ฯ 4 ด้าน ประกอบด้วย การวางแผนยุทธศาสตร์ 3 ระยะดึงหน่วยงานวิชาการในพื้นที่เข้ารับผิดชอบ, การปรับโครงสร้างธรรมาภิบาล และการสร้างระบบงบประมาณพึ่งพาตนเองร่วมกับชุมชน โดยนายชิบเสนอแนะให้เสริมนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษาเข้ามาประยุกต์ใช้ในหลักสูตรเพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่
นอกเหนือจากประเด็นโบราณสถาน คณะอนุกรรมการฯ ยังได้รับฟังการนำเสนองานวิจัยเรื่อง "มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองแรงงานสูงอายุในประเทศไทย" ซึ่งเสนอให้รัฐบาลขยายอายุเกษียณของภาคเอกชนจาก 55 ปี เป็น 60 ปี และผลักดันกฎหมายเฉพาะคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุที่ยังจำเป็นต้องทำงานจากภาระทางเศรษฐกิจ
ประเด็นนี้สอดคล้องกับภาพความสำเร็จของ วิสาหกิจชุมชนวัดย่านอ่างทอง อำเภอผักไห่ ที่คณะได้เดินทางไปเยี่ยมชม ซึ่งเป็นโมเดลต้นแบบที่
มรภ.พระนครศรีอยุธยา นำงานวิจัยไปช่วยฟื้นฟูศิลปะการทอผ้าโบราณ จนชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองและสร้างรายได้จริงปีละนับล้านบาท ช่วยให้ผู้สูงอายุในพื้นที่เป้าหมายมีอาชีพและรายได้อย่างมั่นคง
นายชิบ จิตนิยม กล่าวสรุปในตอนท้ายว่า ข้อมูลและข้อเสนอแนะเชิงโครงสร้างทั้งหมดจากการลงพื้นที่ครั้งนี้ คณะอนุกรรมการฯ จะนำไปเผยแพร่ต่อสังคมในวงกว้าง พร้อมทั้งประสานงานผลักดันเข้าสู่ระดับนโยบายของรัฐบาล เพื่อแก้ไขกฎหมายและระเบียบที่เป็นอุปสรรคให้เกิดประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมต่อประชาชนต่อไป








