ผู้ว่าฯติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ พร้อมตรวจระบบการระบายน้ำโครงการชลประทานจังหวัดนราธิวาส
ผู้ว่าฯนราธิวาส ติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ พร้อมตรวจระบบการระบายน้ำโครงการชลประทานจังหวัดนราธิวาส ยืนยันภาพรวมการบริหารจัดการน้ำเป็นไปด้วยดี สามารถควบคุมสถานการณ์ได้
นายเจษฎา จิตรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส พร้อมด้วยนายไพโรจน์ จริตงาม รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสนายก้องสกุล จันทราช ปลัดจังหวัดนราธิวาส นายเฉลิมชัย ตรีนรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 17 นายอภิวัฒน์ ชนะสงคราม ผู้อำนวยการโครงการชลประทานจังหวัดนราธิวาส นายอำเภอเมืองนราธิวาส ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส พร้อมทั้งติดตามระบบการระบายน้ำของโครงการชลประทานจังหวัดนราธิวาส ณ คลองยะกัง ตำบลบางนาค อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส โดยล่าสุดจากการรายงานของศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัดนราธิวาส(อุทกภัย วาตภัยและดินถล่ม ) ฉบับที่ 10 ระดับน้ำท่าในลุ่มแม่น้ำ 3 สายหลัก โดยรายงานว่า ลุ่มน้ำโก-ลกระดับน้ำลดลงต่ำกว่าตลิ่ง 0.09 เมตร ลุ่มน้ำสายบุรีระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 6.21 เมตร โดยเพิ่มขึ้นจากเดิม 0.26 เมตร ขณะที่ลุ่มน้ำบางนราระดับน้ำลดลงต่ำกว่าตลิ่ง 2.92 เมตร ลดลง 0.27 เมตร
จากนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสพร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เดินทางไปติดตามระบบการระบายน้ำของเครื่องสูบน้ำ ปิเหล็ง 1 ตำบลมะรือโบออก อำเภอเจาะไอร้อง -ตากใบ จังหวัดนราธิวาส และติดตามระบบการระบายน้ำคลองปูยู อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งมีการติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ เร่งระบายน้ำ เพื่อบรรเทาสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่
ต่อมาผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสพร้อมด้วยนายกเหล่ากาชาดจังหวัดนราธิวาสได้เดินทางไปมอบสิ่งของอุปโภค–บริโภค และยาสามัญประจำบ้านให้กับประชาชนที่ประสบอุทกภัยจำนวน 50 ครัวเรือน ในพื้นที่บ้านโคกสะตอ หมู่ที่ 7 อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส พร้อมพบปะให้กำลังใจผู้ประสบภัยในพื้นที่ดังกล่าว
นายเจษฎา จิตรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวถึงสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ในช่วงมรสุมนี้ โดยทางชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมการพร่องน้ำไว้ล่วงหน้า เพื่อรองรับมวลน้ำใหม่ที่อาจจะเข้ามาในระยะนี้ โดยภาพรวมการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่อยู่ในระดับที่ดี สถานการณ์โดยรวมไม่น่าเป็นห่วง ยังสามารถควบคุมได้
พร้อมกล่าวเพิ่มเติมว่า สภาวะอุทกภัยในพื้นที่ 13 อำเภอ ไม่ได้เข้าขั้นวิกฤติ โดยเป็นไปตามสภาวะสภาพอากาศที่เกิดขึ้น และอาจมีน้ำท่วมขังหรือน้ำท่วมซ้ำซากในบางพื้นที่ และหากว่ามีฝนตกเพิ่มมากขึ้นในระยะนี้ ก็ยังสามารถระบายน้ำลงสู่ทะเลได้อย่างรวดเร็ว