ชาวบ้านเพที่ได้รับผลกระทบจากน้ำมันรั่ว จี้ทบทวนรายชื่อหลังพบ 200 รายไม่ได้รับเงินเยียวยา
วันที่ 30 มีนาคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า ที่อาคารเอนกประสงค์ เทศบาลตำบลบ้านเพ มีเจ้าหน้าที่บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC นัดจ่ายเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีน้ำมันรั่วลงทะเลระยอง กลุ่มอาชีพอื่นๆ จำนวน 800 ราย ให้มาตรวจสอบรายชื่อและลงทะเบียนเข้ารับเงินรายละ 15,000 บาท,24,000 บาท และ 30,000 บาท ตามอาชีพและขนาดของกิจการ ปรากฎว่ามีประชาชนประมาณ 100 ราย ที่ได้ลงทะเบียนขอรับเงินเยียวยาไว้ แต่ไม่มีรายชื่อในการรับเงินในครั้งนี้ พากันออกมาชุมนุมบริเวณหน้าที่ทำการเทศบาลบ้านเพ เรียกร้องให้มีการทบทวนรายชื่อผู้ที่มีรายชื่อตกหล่น จำนวน 200 ราย จากจำนวน 1,003 ราย เนื่องจากเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำมันรั่วเช่นเดียวกันคนอื่นๆ นอกจากนี้ ยังมีข้อสงสัยว่า ทำไมได้รับเงินเยียวยาไม่เท่ากัน ทั้งที่อยู่ในพื้นที่เดียวกันและได้รับความเดือดร้อนเหมือนกัน
โดย นายไพรัตน์ อรุณเวสสะเศรษฐ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านเพ ชี้แจงถึงสาเหตุที่จ่ายเงินไม่เท่ากันว่า ทางจังหวัดได้ตั้งคณะทำงานประสานการดำเนินการชดใช้ค่าเสียหายระหว่างบริษัท กับตัวแทนกลุ่มผู้ได้รับความเสียหาย จำนวน 4 ด้าน โดยมีหัวหน้าส่วนราชการเป็นคนกลางในการเจรจา ซึ่งที่ประชุมมีมติจ่ายเงินเยียวยาให้กับกลุ่มอาชีพอื่นๆ อ้างอิงจากเหตุการณ์น้ำมันรั่วปี 2556 จำนวน 3 กลุ่ม เป็นระยะเวลา 30 วัน คือ กลุ่ม 15,000 บาท กลุ่ม 24,000 บาท และกลุ่ม 30,000 บาท ขึ้นอยู่กับอาชีพและขนาดของกิจการนั้นๆ ส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 80 จะได้รับในอัตรา 15,000 บาท ทำให้ผู้ได้รับผลกระทบบางรายที่ขนาดกิจการใหญ่กว่าและได้รับความเดือดร้อนมากกว่า อาจจะมองว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ส่วนกรณีที่รายชื่อขาดหายไป 200 รายนั้น ทางบริษัทจะเป็นผู้พิจารณาทั้งหมด ส่วนเทศบาลหรือ อบต.มีหน้าที่ในการให้บริการคัดกรองและรับรองรายชื่อว่า เป็นผู้ได้รับผลกระทบจริงหรือไม่เท่านั้น อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า 200 รายเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนจริง แต่อาจจะไม่มีหลักฐานรับรองเท่านั้น จะประสานบริษัทเพื่อหาทางช่วยเหลือต่อไป
ทั้งนี้ ข้อมูล ณ วันที่ 30 มีนาคม 2565 บริษัม SPRC ได้จ่ายเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบไปแล้ว จำนวน 4,304 ราย จากทั้งหมด 14,203 ราย ประกอบด้วย กลุ่มประมง 2,448 ราย,กลุ่มโรงแรม ท่องเที่ยว ร้านอาหาร 22 ราย และ กลุ่มอาชีพอื่น 1,834 ราย คิดเป็นเงินกว่า 143 ล้านบาท .