‘การจัดการภัยพิบัติโดยชุมชน’ชาวชุมชนริมแม่น้ำมูล จ.อุบลราชธานี ต่อเรือ-แพ 27 ลำเตรียมรับภัยน้ำท่วม

ภูมิภาค4 ก.ค. 2563 • 02:47 น.
‘การจัดการภัยพิบัติโดยชุมชน’ชาวชุมชนริมแม่น้ำมูล จ.อุบลราชธานี  ต่อเรือ-แพ  27 ลำเตรียมรับภัยน้ำท่วม
จังหวัดอุบลราชธานีเคยเกิดน้ำท่วมใหญ่มาแล้ว 2 ครั้ง คือในปี 2521 และปี 2545 โดยเฉพาะพื้นที่ริม สองฝั่งแม่น้ำมูลซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำจากจังหวัดต่างๆ ในภาคอีสานตอนใต้ก่อนจะไหลลงสู่แม่น้ำโขง แต่ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม-กันยายน 2562 ที่ผ่านมา พายุโซนร้อน 2 ลูกที่พัดกระหน่ำอีสานทำให้มวลน้ำจากจังหวัดต่างๆ ไหลลงสู่แม่น้ำมูลหนักกว่าที่ผ่านมา ทำให้มีบ้านเรือน ทรัพย์สิน ไร่นา และสัตว์เลี้ยงของประชาชนในพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำมูล 4 อำเภอ คือ อำเภอเมือง วารินชำราบ สว่างวีระวงศ์ และดอนมดแดง ได้รับความเสียหายกว่า 4,000 ครอบครัว มีผู้เดือดร้อนกว่า 10,000 คน อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ในปี 2549 ชุมชนแออัดในเขตอำเภอเมืองและวารินชำราบจำนวน 19 ชุมชนได้รวมตัวกันเป็น ‘เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมืองจังหวัดอุบลราชธานี’ (คปสม.) เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดิน ที่อยู่อาศัย การพัฒนาคุณภาพชีวิตในด้านต่างๆ รวมทั้งปัญหาภัยพิบัติจากน้ำท่วม ทำให้เครือข่ายฯ ตระหนักถึงปัญหาภัยน้ำท่วมที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ในพื้นที่ริมฝั่งลำน้ำมูล จึงมีการเตรียมพร้อมต่างๆ เช่น จัดอบรมอาสาสมัครช่วยภัยน้ำท่วมในชุมชน การสร้างที่พักชั่วคราว สร้างโรงครัว รวมทั้งต่อเรือเพื่อใช้อพยพในยามน้ำท่วม จำนวน 4 ลำ และได้นำมาใช้ในช่วงน้ำท่วมปี 2562 ที่ผ่านมา นวัตกรรมและภูมิปัญญาการต่อเรือของชุมชน จำนงค์ จิตนิรัตน์ ผู้ประสานงานเครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมืองจังหวัดอุบลราชธานี (คปสม.) กล่าวว่า การช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ จ.อุบลราชธานีที่ผ่านมา หน่วยงานต่างๆ เน้นการเยียวยาช่วยเหลือชาวบ้านภายหลังน้ำลด แต่ไม่ได้ให้ชาวบ้านเรียนรู้วิธีการป้องกันและรับมือ ซึ่งเมื่อหลายปีก่อนมูลนิธิชุมชนไทเข้ามาสนับสนุนให้ คปสม.นำภูมิปัญญาการต่อเรือของชุมชนท้องถิ่นมาสร้างเรือไว้รับมือเหตุการณ์น้ำที่ชุมชนคูสว่างและชุมชนหาดสวนสุข รวม 4 ลำ เมื่อเกิดน้ำท่วมในปี 2562 จึงนำเรือมาใช้อพยพผู้คนและทรัพย์สิน ทำให้ช่วยลดความเสียหายลงได้มาก แต่การช่วยเหลือทำได้ในวงจำกัด เนื่องจากมีเรือจำนวนน้อย “จึงคิดว่าหากชุมชนริมแม่น้ำที่เสี่ยงต่อน้ำท่วมต่อเรือไว้ใช้ขนข้าวของเครื่องใช้ หรือมีแพใช้เก็บรักษาทรัพย์สิน 10 ครอบครัวต่อเรือ 1 ลำในทุกชุมชน จะช่วยลดผลกระทบได้เมื่อเข้าสู่ฤดูน้ำหลาก ซึ่งภายหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมในปี 2562 คปสม.จึงประสานขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานและองค์กรต่างๆ เพื่อให้ชุมชนริมสองฝั่งแม่น้ำมูลได้ต่อเรือเอาไว้ใช้ในยามน้ำท่วม เพราะที่มีอยู่ 4 ลำยังไม่เพียงพอ” จำนงค์กล่าว โดยมีหน่วยงานต่างๆ ร่วมสนับสนุนงบประมาณและอุปกรณ์ในการต่อเรือและแพตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา เช่น จังหวัดอุบลราชธานี สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. รวมทั้งเงินบริจาคจากประชาชน ภาคเอกชน รวมเป็นเงินประมาณ 900,000 บาท หลังจากนั้นจึงมีการฝึกอบรมการต่อเรือ มีวิทยากรมาช่วยสอน และนำภูมิปัญญาเรื่องการต่อเรือของชาวบ้านที่สืบทอดต่อกันมาใช้เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพลำน้ำของแต่ละท้องที่ เช่น ในพื้นที่ที่มีกระแสน้ำไหลเชี่ยวจะต้องต่อหัวเรือให้สูงขึ้น เพื่อให้เรือสู้กับกระแสน้ำเชี่ยว และหากพื้นที่ไหนที่ลำน้ำไม่ไหลเชี่ยวมากให้ลดส่วนหัวของเรือลง เพื่อลดแรงปะทะของน้ำ ทำให้เรือแล่นได้เร็วขึ้นและรับปริมาณน้ำหนักบรรทุกสิ่งของได้มากขึ้นด้วย จนถึงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ชาวชุมชนต่างๆ ริมแม่น้ำมูลได้ช่วยกันต่อแพเสร็จแล้ว 1 ลำ เป็นแพโครงสร้างเหล็ก ขนาดกว้างยาวประมาณ 6 X 6 เมตร ใช้ถังพลาสติคขนาด 200 ลิตรช่วยพยุงแพ สามารถบรรทุกคนได้ครั้งละ 40 คน และเรือติดเครื่องยนต์อีก 26 ลำ (ในจำนวนนี้ 6 ลำ เครือข่ายภัยพิบัติจากภาคใต้ช่วยกันสร้าง) ขนาดกว้างยาวประมาณ 1.40 X 6 เมตร โครงสร้างเป็นเหล็ก หล่อด้วยเรซิ่น บรรทุกคนได้ประมาณ 10 -15 คน อย่างไรก็ตาม จำนงค์บอกว่า เรือและแพที่ต่อใหม่ รวมทั้งที่มีอยู่เดิมประมาณ 30 ลำคงจะไม่เพียงพอต่อการอพยพชาวบ้านได้ทันท่วงที เพราะมีชุมชนที่ตั้งอยู่ริมน้ำมูลและเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยประมาณ 40 ชุมชน หากจะให้เพียงพอจะต้องใช้เรืออีกประมาณ 300 ลำ ซึ่งจะต้องหาช่องทางมาสนับสนุนชุมชนต่อไป เรือลำแรกในชีวิตและพิธีไหว้แม่ย่านางเรือ สุรชัย ศรีวัฒนานนท์ ช่างชุมชนเครือข่ายภัยพิบัติอุบลราชธานี บอกว่า เดิมทีเดียวพวกเราเป็นช่างชุมชนอาสาในโครงการบ้านมั่นคงของ พอช. มีความรู้พื้นฐานด้านงานช่างมาบ้างแล้ว หลังน้ำท่วมปี 2562 จึงไปฝึกต่อเรือที่ชุมชนหาดสวนสุข ซึ่งมีช่างต่อเรือในชุมชน เรียนรู้และปฏิบัติจริงไปพร้อมๆ กัน ใช้ทีมงาน 3-4 คนต่อเรือ 1 ลำ ใช้เวลานานประมาณ 15 วันจึงแล้วเสร็จ เพราะตัวเรือทำจากเรซิน ต้องรอให้น้ำยาในแต่ละชั้นแห้งก่อน “ส่วนการออกแบบและขนาดของเรือก็ขึ้นอยู่กับแต่ละชุมชนว่าจะทำในรูปแบบใด เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานและภูมิปัญญาของแต่ละชุมชน โดยให้แต่ละชุมชนต่อเรือเอง ชุมชนละ 1 ลำ รองรับน้ำหนักได้ประมาณ 500-600 กิโลฯ ใช้งบประมาณลำละ 50,000 บาท และโดยปกติเรือทั่วไปจะไม่มีทุ่น แต่เรือของเครือข่ายฯ ที่ชาวบ้านช่วยกันทำจะใส่ทุ่นบริเวณหัวและท้ายเรือเพื่อป้องกันเรือจมน้ำ แม้ว่าเรือจะรั่วหรือเกิดอุบัติเหตุ เรือก็จะไม่จมน้ำ ยังสามารถลอยน้ำได้ ถือว่าเป็นภูมิปัญญาของชุมชน และเป็นเรือลำแรกที่พวกเราสร้างขึ้นมา เป็นประสบการณ์ใหม่ ลำต่อไปจะพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” ช่างต่อเรือชุมชนรายนี้บอก ทั้งนี้เมื่อกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เครือข่ายภัยพิบัติอุบลราชธานีร่วมกับพี่น้องชาวชุมชนจัดพิธีเชิญแม่ย่านางลงสู่แม่น้ำมูล โดยนำเรือ 26 ลำ และแพ 1 ลำ มาทำพิธีที่ท่าน้ำชุมชนหาดสวนยา อ.วารินชำราบ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม และสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ชาวชุมชน ‘การไหว้แม่ย่านางเรือ’ เป็นความเชื่อของชาวชุมชนริมแม่น้ำมูลว่า เรือทุกลำมีแม่ย่านางเรือประทับอยู่ เมื่อชาวบ้านจะออกเรือทุกครั้งจะทำการเซ่นไหว้แม่ย่านางเรือ เพื่อเป็นการแสดงความเคารพสักการะ ขอพรให้แม่ย่านางคุ้มครองให้รอดพ้นจากภัยต่างๆ และมีโชคลาภในการทำมาหากิน โดยเจ้าของเรือจะผูกด้ายขาว ด้ายแดง และผ้าแดงไว้ที่หัวเรือ เสนอ 10 แนวทางเตรียมรับมือภัยน้ำท่วม ศราวุธ เผ่าภูรี ผู้ประสานงานเครือข่ายภัยพิบัติอุบลราชธานี กล่าวว่า เรือและแพที่มีอยู่ในขณะนี้จะกระจายไปยังชุมชนต่างๆ ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำมูล ในเขตอำเภอเมือง วารินชำราบ สว่างวีระวงศ์ และดอนมดแดง หากเกิดน้ำท่วมจะได้นำเรือออกมาใช้ได้ทันที นอกจากนี้ยังเตรียมเรือ 2 ลำให้เป็นเรือกู้ภัย ใช้เคลื่อนย้ายผู้ป่วย หรือกรณีฉุกเฉินสามารถไปช่วยเหลือพื้นที่นำท่วมอื่นๆ ได้อีก “เรือแต่ละลำจะมีอาสาสมัครประจำเรือ 5 คน ดูแลความพร้อมเพื่อให้ใช้งานได้ตลอดเวลา มีการฝึกซ้อมการขับเรือ เพื่อให้เกิดความชำนาญ มีกองทุนเรือในแต่ละชุมชนเพื่อเป็นค่าน้ำมันและดูแลรักษาเรือ รวมทั้งมีการฝึกซ้อมแผนอพยพชาวบ้านด้วย” ศราวุธบอก นอกจากนี้จะต้องมีการจัดทำฐานข้อมูล การสำรวจพื้นที่ที่มีความเสี่ยงเกิดภัยพิบัติ และจัดระดับความเสี่ยงว่าอยู่ระดับใด จากนั้นจึงสร้างองค์ความรู้หรือจัดทำแผนงานร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่นั้นๆ และให้มีการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ รวมทั้งต้องมีการทำงานเชื่อมโยงกับท้องถิ่นหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ เพราะปัญหาน้ำท่วมมันเกินความสามารถของคนอุบลฯ ที่จะรับมือได้เพียงลำพัง ศราวุธกล่าวด้วยว่า จากประสบการณ์น้ำท่วมซ้ำซากของชาวชุมชนและเครือข่ายฯ จึงมีการระดมความคิดเห็น และมีข้อเสนอแนวทางเพื่อลดความเสียหายจากภัยน้ำท่วมได้อย่างยั่งยืน ดังนี้ 1.ให้เร่งรัด เร่งด่วน การจ่ายค่าชดเชยความเสียหายจากน้ำท่วมเพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัยตามสิทธิ์ที่ชาวบ้านควรได้รับ 2.ให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สนับสนุนวัสดุ อุปกรณ์ให้ชุมชน เช่น การต่อเรือ สร้างแพลอยน้ำ หอเตือนภัย เพื่อลดความสูญเสียจากภัยพิบัติ 3.ให้รัฐบาลปรับปรุงกฎหมาย และมีนโยบายส่งเสริมให้ชุมชนร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ เช่น การจัดตั้งครัวกลาง โดยให้ผู้ประสบภัยได้ดูแลกันเองได้อย่างทั่วถึง เป็นธรรม พร้อมสนับสนุนงบประมาณไปสู่ชุมชนและท้องถิ่นในการบริหารจัดการภัยพิบัติ 4.จัดให้มีศูนย์ภัยพิบัติชุมชน ประกอบด้วย การฝึกให้มีอาสาสมัครภัยพิบัติชุมชน มีข้อมูลเสี่ยงภัย มีอุปกรณ์ เครื่องมือในการลดความเสี่ยง 5.จัดศูนย์อพยพให้มีมาตรฐาน มีที่พัก ห้องน้ำ โรงครัว และอยู่ใกล้ชุมชนเดิม 6.ปรับปรุง จัดการระบบเตือนภัยและระบบข้อมูลให้มีเอกภาพ มีข้อมูลที่ถูกต้อง รวดเร็ว และเข้าถึงชุมชนได้หลายช่องทาง 7.มีการจัดทำแผนชุมชนทุกมิติ ไม่ใช่เพียงแผนภัยพิบัติเท่านั้น 8.จัดให้มีการสื่อสาร เชื่อมโยง ขยายเครือข่าย เพื่อการเตือนภัยในระดับชุมชนและระดับเครือข่าย 9.นำการจัดการองค์ความรู้มาใช้ในการเตือนภัย 10.เพิ่มการมีส่วนร่วมของชุมชนในการทำแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในระดับจังหวัดและระดับประเทศ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว “ส่วนในระยะยาว ภาครัฐต้องกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่น เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถแก้ไขปัญหาในพื้นที่ของตนได้เอง ไม่ต้องรอส่วนกลาง รวมถึงหน่วยงานที่จัดการเรื่องน้ำทั้งหมดควรนำข้อมูลมาแบ่งปัน เพื่อนำมาวางแผนแก้ไขปัญหา และควรจัดตั้งคณะกรรมการกลางที่ประสานระหว่างหลายหน่วยงานให้เข้ามามีอำนาจในการตัดสินใจ โดยเฉพาะตัวแทนของชุมชนและนักวิชาการ นอกจากนี้ภาครัฐควรใช้แผนการฟื้นฟูเยียวยาด้วยนโยบาย ผ่อนปรนแนวทางการใช้กฎหมาย การตรวจสอบและประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นกับบ้านเรือน ที่ดินทำกิน ตลอดจนพืชผลทางการเกษตร พร้อมทั้งจัดทำแผนงานร่วมกับชุมชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติน้ำท่วมอย่างยั่งยืน” ผู้ประสานงานเครือข่ายภัยพิบัติอุบลราชธานีกล่าวทิ้งท้าย