"เฉลิมชัย" มั่นใจมีปริมาณน้ำเพียงพอต่อการอุปโภค บริโภค
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบนโยบายการบริหารจัดการน้ำตามแผน ที่จังหวัดบุรีรัมย์ เผยมั่นใจมีปริมาณน้ำเพียงพอต่อการอุปโภค บริโภค ส่วนภาคการเกษตรได้มีมาตรการช่วยเหลือทั้งในระยะสั้นและระยะยาว พร้อมมีนโยบายการจ้างแรงงานภาคเกษตรกรรมกว่า 40,000 คน และขอความร่วมมือทุกภาคส่วนใช้น้ำอย่างประหยัด
วันนี้(27 ม.ค.63) นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายธนา ชีรวินิจ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะทำงาน คณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจติดตามการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคเมืองบุรีรัมย์ และรับฟังแนวทางการแก้ไขปัญหาขาดน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง โดยมีนายเกียรติศักดิ์ หนูแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 8 และนายเทิดพงษ์ ไทยอุดม ผู้อำนวยการโครงการชลประทานบุรีรัมย์ ร่วมให้การต้อนรับและบรรยายสรุปสถานการณ์น้ำ พร้อมกันนี้ รมว.เกษตรฯ ได้มอบนโยบายแนวทางการทำงานต่อเจ้าหน้าที่ของกรมชลประทาน ที่โครงการชลประทานบุรีรัมย์ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์
นายเกียรติศักดิ์ หนูแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 8 กรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ว่า ปัจจุบันสถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันประมาณ 63 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) จากความจุใช้การได้ 279 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 23 ของความจุใช้การของอ่างฯรวมกัน (ปริมาณน้ำเก็บกักสูงสุดในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์รวมกันประมาณ 295.39 ล้าน ลบ.ม.) จากปริมาณน้ำใช้การได้ดังกล่าว มีแนวโน้มที่จะไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนน้ำเพื่อผลิตประปา จำเป็นต้องหาแนวทางในการสำรองน้ำไว้เพิ่มเติม เพื่อให้เพียงพอใช้ตลอดฤดูแล้งนี้ไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้าด้วย
ส่วนปริมาณน้ำอ่างห้วยจระเข้มากและอ่างห้วยตลาดจังหวัดบุรีรัมย์ มีน้ำรวม 2.028 ล้าน ลบ.ม. และจากการประชุมร่วมพิจารณาสถานการณ์น้ำในเขตจังหวัดบุรีรัมย์ระหว่างสำนักชลประทานที่ 8 และการประปาส่วนภูมิภาคเขต 8 เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 63 ซึ่งการประปาส่วนภูมิภาคยืนยันว่า น้ำในอ่างทั้ง 2 แห่ง จะสามารถรองรับการผลิตประปาได้ถึงวันที่ 30 มีนาคม 2563
นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทาน จะบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด และแม้ว่าขณะนี้ยังมีปริมาณน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคตลอดฤดูแล้ง แต่ยังคงต้องสำรองน้ำต้นทุนไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนด้วย หากเกิดกรณีฝนมาล่าช้า จึงต้องขอความร่วมมือทุกภาคส่วนร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัดให้ถึงที่สุด รวมทั้งสร้างการตระหนักรู้ถึงคุณค่าของทรัพยากรน้ำ เพื่อลดความเสี่ยงต่อปัญหาการขาดแคลนน้ำในอนาคต
ส่วนมาตรการอื่นๆ กระทรวงเกษตรเตรียมพร้อมที่จะดูแลเกษตรกร เช่น พื้นที่ที่มีน้ำเหลือจะมีการส่งเสริมปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย การเจาะบ่อบาดาล ช่วยเหลือพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มสหกรณ์ ส่วนด้านการปศุสัตว์จะมีโครงการเลี้ยงโค กระเบือ แพะ แกะ โดยหาแหล่งทุนให้เกษตรกรและรับประกันราคาขาย ส่วนการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนก็จะมีนโยบายการจ้างแรงงานภาคเกษตรกรรมประมาณ 40,000 กว่าคน ในระยะเวลา 2-6 เดือน เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤติในช่วงแล้งนี้ไปได้