ผู้การฯอุดร สอบไอ้คลั่งฟันศีรษะช่างตัดผมกลางเมืองดับ พบประวัติป่วยทางจิต
พล.ต.ต.พิษณุ อุณหเสรี ผบก.ภ.จ.อุดรธานี รุดสอบไอ้คลั่งควงมีดพร้าฟันหัวช่างตัดผมดับ พบประวัติป่วยทางจิต หลังยังคลั่งจะฆ่าทุกคนที่มาจับ สุดท้ายยอมสยบด้วยแก๊สน้ำตา
วันนี้ (3 ธ.ค.64) ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าจากกรณี ตร.สภ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ได้รับแจ้งเหตุ คนถูกฟันศีรษะได้รับบาดเจ็บสาหัส ที่หน้าร้านตัดผมชายร่วมสมัย เลขที่ 282/2 ถนนพลับผือ ม.2 ต.บ้านผือ เขตเทศบาลตำบลบ้านผือ เหตุเกิดเมื่อเวลา 20.50 น.ของคืนวันที่ 2 ธ.ค.64 ที่ผ่านมา โดยผู้เคราะห์ร้ายถูกฟันบริเวณขมับขวายาวถึงเบ้าตาเป็นแผลฉกรรจ์ ทราบคือนายพัฒนวิชญ์ ทองคำ หรือบูม อายุ 28 ปี เจ้าของร้านตัดผม พลเมืองดีและเจ้าหน้าที่กู้ชีพ และอาสากู้ภัย รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลบ้านผือ และเสียชีวิตในเวลาต่อมา ส่วนผู้ก่อเหตุคือนายอนุชิต ปราบพาล หรือ เจน อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่ 285 หมู่14 ต.บ้านผือ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี หลังก่อเหตุได้ขี่รถจักรยานยนต์ยามาฮ่าฟีโน่ สีแดง-ขาว ไม่ทราบทะเบียน หลบหนีไปหลบซ่อนตัวอยู่ในบ้านโดยยังมีอาการคลั่งอยู่ตลอดเวลา หากเข้ามาภายในบ้านจะฆ่าให้ตาย โดยตลอดทั้งคืนตร.บ้านผือได้ล้อมบ้านและเกลี้ยกล่อมให้นายอนุชาติมอบตัวไม่เป็นผล ต่อมาในช่วงวันนี้ (3 ธ.ค.64) ตร.ได้ขอสนับสนุน แก๊สน้ำตาแบบขว้าง ปืนช็อตไฟฟ้า และเครื่องยิงกระสุนยาง จาก กก.สส.ภ.จ.อุดรธานี เพื่อเตรียมแผนปฏิบัติการเข้าจับกุมตัวคนร้ายที่อยู่ในอาการคลุ้มคลั่งในตอนรุ่งเช้า เวลา 08.30 น.วันที่ 3 ธันวาคม ตำรวจได้กันประชาชนออกห่างพื้นที่ ก่อนจะขว้างแก๊สน้ำตาเข้าไปในห้องห้องที่คนร้ายหลบอยู่ ประมาณ 1 นาที คนร้ายทนแก๊สน้ำตาไม่ไหว เดินออกมาจากบ้านด้วยอาการอ่อนแรง ตำรวจจึงเข้าควบคุมตัวได้โดยละม่อม ควบคุมตัวไปสอบสวนที่โรงพัก ประสานหมอและพยาบาลมาฉีดยาระงับประสาท เพื่อให้อาการคนร้ายสงบโดยนายอนุชิต ผู้ต้องหา มีประวัติเสพยาบ้าจนมีอาการคลุ้มคลั่ง ส่วนแม่ก็มีอาการทางประสาทเช่นกันแต่อาการไม่รุนแรง และตำรวจได้มาระงับเหตุหลายครั้ง และแนะนำญาติให้นำตัวไปบำบัดรักษา แต่ผู้ต้องหาขัดขืนไม่ยอมไปบำบัด และชอบหลบหนีเมื่อเจ้าหน้าที่มาถึงบ้านจนมาก่อเหตุสยองดังกล่าว เบื้องต้นแจ้งข้อกล่าวหาว่า “ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา พาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร”
ต่อมาเมื่อเวลา 10.30 น. วันเดียวกัน พล.ต.ต.พิษณุ อุณหเสรี ผบก.ภ.จ.อุดรธานี เดินทางมาสอบปากคำ นายอนุชิต หรือเจน คนร้ายที่ก่อเหตุที่ห้องประชุม สปก. สภ.บ้านผือ โดยนายอนุชิต ให้การวกวน แต่ยอมรับว่าเป็นคนก่อเหตุใช้มีดพร้า 2 เล่ม ไล่ฟันกลุ่มผู้ตายแตกกระเจิง ก่อนฟันศีรษะผู้ตายหลายครั้ง เพราะคิดว่าผู้ตายมีอาวุธปืน และก่อนจะมาก่อเหตุสยองได้ขอเงินพ่อซื้อเหล้า จากการจรวจสอบสารเสพติดในเบื้องต้นไม่พบแต่อย่างใด
โดยได้รับความร่วมมือจากทาง จนท.แผนกผู้ป่วยจิตเวช รพ.บ้านผือ และตรวจสอบประวัติทราบว่า นายอนุชิต หรือเจน เคยเข้ารับการรักษาตัวเป็นผู้ป่วยจิตเพศซับซ้อน จากการใช้ยาเสพติด (ยาบ้า)อย่างต่อเนื่อง เมื่อประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา ก่อนมาก่อเหตุฆ่าผู้อื่นเสียชีวิต และวันนี้จะไม่มีการควบคุมตัวผู้ต้องหาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ เนื่องจากคนร้ายมีอาการป่วยทางจิตรุนแรง หรืออยู่ในระดับสีแดง และเกรงว่าคนร้ายจะได้รับอันตรายถูกรุมประชาทัณฑ์ และขอฝากถึงคนที่มีญาติป่วยจิตเวชในลักษณะเดียวกันกับคนร้าย ให้รีบนำตัวเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง เหตุการณ์สลดเช่นนี้ก็จะไม่เกิดขึ้นอีก”
น.ส.ศุภากร ธัญเดชยศดี หน.แผนกสุขภาพจิตและจิตเวช รพ.บ้านผือ เปิดเผยว่า ปัจจุบันคนไข้จิตเวชในพื้นที่มีจำนวนมาก ส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ก้าวร้าว ส่วนหนึ่งยังติดสารเสพติดอยู่จึงเป็นการยากมากที่จะเข้าถึง แต่ก็ไม่ได้ละเว้นในการติดตามเยี่ยมที่บ้านพร้อมกับเจ้าหน้าที่ส่วนเกี่ยวข้อง อย่างกรณีนี้ก็บูรณาการร่วมกับหน่วยนาคาพิทักษ์ และไม่ได้ปล่อยวางเลย แต่ด้วยครอบครัวนี้เป็นจิตเวชซ้ำซ้อน เข้าถึงค่อนข้างยาก ต้องอาศัยผู้นำชุมชนช่วยติดตามดูแล อาการของรายนี้ถือว่ารุนแรง มีอาการหุนหันพันแล่น ถึงคนไข้ขาดยาแต่เราก็ติดตามดูอาการอยู่ตลอด ก่อนหน้านี้คนไข้มีอาการสงบไม่ก่อเหตุวุ่นวาย คนในชุมชนไม่ได้หวาดกลัวเหมือนเดิม แต่ช่วงก่อเหตุน่าจะมีอาการอีกครั้งประกอบดื่มสุรา ซึ่งเป็นสิ่งกระตุ้นอีกทางหนึ่งในฐานะตัวแทนเจ้าหน้าที่สาธารณสุข คนไข้จิตเวชไม่ว่าจะชนิดไหนก็ตาม อยากจะให้ทานยารักษาต่อเนื่อง ให้ตรวจอาการอย่างสม่ำเสมอ ในครอบครัวถ้าหากมีผู้ป่วยจิตเวชแล้วมีอาการที่ผิดเพี้ยนไปจากเดิม อยากให้รีบเข้ามารับการรักษา เพื่อป้องกันการเกิดเหตุร้ายอย่างนี้อีก”
หลังจากสอบปากคำคนร้ายแล้วเสร็จ พล.ต.ต.พิษณุ อุณหเสรี นำกำลังตำรวจลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยตำรวจพิสูจน์หลักฐาน เจ้าหน้าที่ รพ.บ้านผือ พบกองเลือดแห้งนองพื้น และหมวกแก๊ปของผู้ตายหน้าร้านตัดผม เพื่อตรวจสอบหาหลักฐานเพิ่มเติม ถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีกับคนร้าย ถึงแม้จะเป็นผู้ป่วยทางจิตก็ตาม ก่อนจะเดินเท้าไปตรวจสอบบ้านคนร้าย หลังจากก่อเหตุได้ขี่รถจักรยานยนต์หลบซ่อนตัวอยู่ภายในห้องนอนบนชั้นสองของบ้าน และถูกตำรวจจับกุมตัวได้ หลังจากตำรวจโยนแก๊สน้ำตาเข้าไปเพียง 1 นาที
นายวิลัย ปราบพาล อายุ 54 ปี พ่อผู้ก่อเหตุ เปิดเผยว่า ลูกชายมีอาการทางประสาทมานานแล้ว เข้ารับการรักษาประมาณ 2 ปีที่แล้ว แต่ทำการรักษาได้เพียง 1 เดือน รพ.จิตเวช ที่ จ.เลย ก็ส่งตัวกลับมา หมอแจ้งว่าอาการทุเลาลงแล้ว และย้ำว่าพยายามให้เขากินยาตลอด แต่ลูกชายก็ไม่ยอมทำตาม ไม่ยอมกินยา ชอบออกไปเที่ยวเล่น ส่วนภรรยาหรือแม่ของเขาก็มีอาการคล้ายๆกัน ตอนกลับมาอยู่บ้านด้วยกันใหม่ๆ ตัวเองยังไม่เชื่อว่าลูกจะมีอาการหนักแบบนี้ เคยเข้าไปบอกไปเตือน จนทะเลาะกันบ่อยครั้ง หนักสุดลูกชายกระทืบจนตกบ้านแล้วมาต่อยกันข้างล่างจนตนเองได้รับบาดเจ็บ ตอนนั้นเจ็บพอสมควรได้แต่เก็บไว้ในใจไม่กล้าบอกใคร เพราะอายเขา และไม่คิดเลยว่าลูกชายจะกล้าทำถึงขนาดนั้น ก่อนเกิดเหตุกำลังจะเข้านอนพอดี ช่วงเย็นก็ยังพูดคุยกันดีๆอยู่ ตอนลูกชายออกจากบ้านไปก็ไม่รู้ไม่เห็นว่าพกมีดออกไปหรือไม่ ยังขอเงินติดตัวไป 100 บาท แล้วก็ขี่รถออกไป ประมาณ 20 นาทีก็กลับเข้ามาบ้านอีกครั้ง แล้วมานั่งอยู่หน้าบ้าน นั่งอยู่ประมาณ 10 นาที ก็ขี่รถจักรยานยนต์ออกไปอีกครั้ง ดูอาการแล้วคิดว่าน่าจะดื่มเหล้ามาอยู่ อยากบอกครอบครัวผู้เสียชีวิตว่า กราบขอโทษแทนลูกด้วย ผมไม่นึกไม่ฝัน ตั้งแต่เด็กเขากับผู้ตายก็เล่นอยู่ด้วยกันมาตลอด ไม่คิดว่าจะกล้าทำถึงเพียงนี้ กราบขอโทษและอโหสิกรรมให้ลูกผม