ชาวบ้านอุดรฯ ร้องขอน้ำจากชลประทานหล่อเลี้ยงข้าวนาปรัง

ภูมิภาค28 ก.พ. 2563 • 15:45 น.
ชาวบ้านอุดรฯ ร้องขอน้ำจากชลประทานหล่อเลี้ยงข้าวนาปรัง
ความแห้งแล้งเริ่มมาเยือน ชาวบ้านในหลายอำเภอในจ.อุดรธานีต้องร้องขอสำนักงานชลประทานจ.อุดรธานีเปิดประตูระบายหวังมาหล่อเลี้ยงข้าวนาปรัง ไม่งั้นข้าวตายแน่ วันนี้ (28 ก.พ.63) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอภิชาต ชุมนุมมณี ผู้อำนวยการโครงการชลประทานอุดรธานี นายสมพร คมขำ หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทาน โครงการชลประทานอุดรธานี เดินทางออกสำรวจลำน้ำห้วยหลวง จากประตูระบายน้ำบ้านสามพร้าว ตำบลสามพร้าว อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ไปจนถึงบ้านท่าหลักดิน หมู่ 4 ตำบลนาบัว อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี หลังจากได้รับการร้องขอจากชาวนาบ้านท่าหลักดิน ให้เปิดประตูระบายน้ำบ้านสามพร้าว ลงมาช่วยข้าวนาปรังที่กำลังตั้งท้อง น้ำในลำน้ำห้วยหลวงใกล้แห้ง ในการสำรวจพบว่าที่ประตูระบายน้ำบ้านสามพร้าว ประตูถูกปิดลงทั้งหมด ระดับน้ำอยู่หน้าประตูลึก 3 เมตร สามารถกักน้ำไว้ในลำห้วยไกล 10 กิโลเมตร บริเวณประตูระบายน้ำ มีสถานีสูบน้ำไปผลิตน้ำประปา 1 แห่ง โดยมีการเปิดประตูเล็กน้อย 1 บาน เพื่อรักษาสภาพสิ่งแวดล้อม จากสถิติย้อนหลังพบว่า ระดับน้ำจะอยู่เท่านี้ตลอดแล้ง จนถึงเดือนมิถุนายนจะเริ่มระบายน้ำออก เพื่อพร้อมน้ำรอรับฝนใหม่จะเข้ามา ขณะตลอดลำห้วยหลวง จะมีสภาพเป็นแอ่งน้ำลึกเป็นช่วงๆ สามารเก็บกักน้ำไว้พอสมควร จะมีเกษตรกรสูบน้ำขึ้นมาทำการเกษตร ปลูกพืชฤดูแล้ง พืชผัก แตงโม และนาปรังที่ยังมีอยู่ตลอดแนว ขณะที่หลายจุดมีฝายกึ่งถาวร และชั่วคราว กักเก็บไว้เพื่อสูบน้ำใช้ประโยชน์ อาทิ ฝายหลังวัดโพธิศรีสว่าง บ้านว่าน หมู่ 5 ตำบลสร้างแป้น อำเภอเพ็ญ เป็นฝายกึ่งถาวรเดิมเป็นทางรถผ่าน สร้างเป็นคัดฝายกว่า 4 เมตร เรียงด้วยหินใหญ่เทคอนกรีตทับ เก็บน้ำไว้เต็มระดับพอดี และมีน้ำรั่วตามรอยหินหลายจุด สำหรับลำห้วยหลวงบริเวณบ้านท่าหลักดิน ระดับน้ำลดลงมากจนเห็นสันดิน แยกน้ำออกไปเป็นแอ่งๆ ใหญ่บ้านเล็กบ้าง เหลือน้ำลึกมากที่สุดราว 1 เมตร ขณะตลอดริมลำน้ำ 2 ฝั่ง ชาวบ้านจะนำเครื่องสูบน้ำ ต่อท่อ พีวีซี.ขนาด 6 นิ้ว สูบน้ำเข้าไปนาข้าวตนเอง หรือกลุ่มของตนเอง โดยน้ำที่สูบขึ้นไปจะมีแอ่งน้ำ และประตูระบายน้ำแบบ “สต็อบล็อค” เพื่อเปิดน้ำไหลต่อไปยังนาข้าวแต่ละแปลง ผ่านร่องน้ำเล็กๆเหมือนรับชลประทาน โดยนาข้าวอยู่สองข้างลำน้ำกว้างกว่า 500 เมตรตลอดแนว นายบุญรอง หอมหวน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านท่าหลักดิน กล่าวว่า ชาวบ้านทำนาปรังเป็นวิถีแถบนี้ เพราะในช่วงฤดูฝนน้ำท่วมนา ทำให้ปลูกข้าวนาปีไม่ได้ ทางราชการบอกไม่ให้ทำนาปรัง แต่หากเราไม่ทำก็ไม่มีกิน ซึ่งทุกปีก็สูบน้ำจากลำห้วยหลวง ขึ้นมาทำนาปรังแบบนี้ น้ำก็มีเพียงพอตลอดการปลูก แต่ปีนี้แล้งรุนแรงมาก ระดับน้ำวันนี้เทียบกับปีก่อน ชายน้ำจะต่ำกว่า 1 เมตรเศษ และน้ำที่สูบเข้าไปใส่นาข้าว ก็ลดลงเร็วกว่าปกติ “ นาปรังบางส่วนเก็บเกี่ยวแล้ว แต่ส่วนใหญ่ราว 1,000 ไร่เศษ ยังต้องการใช้น้ำอีก 20-30 วัน แต่น้ำที่เหลืออยู่ไม่น่าจะพอ จะไม่มีน้ำไหลเข้ามาเพิ่ม เพราะต้นน้ำมีนาปรังใหม่ ปลูกเพิ่มขึ้นกว่าปีก่อน เห็นว่าน้ำที่ประตูน้ำบ้านสามพร้าว ยังมีน้ำ กักอยู่จำนวนมาก ชาวบ้านจึงไปขอให้ชลประทาน จ.อุดรธานี เปิดประตูระบายออกมาช่วย หากไม่มีน้ำมาช่วยช่วงท้าย ข้าวที่ออกรวงแล้วก็จะเสียหาย ” นายอภิชาต ชุมนุมมณี ผู้อำนวยการโครงการชลประทานอุดรธานี กล่าวว่า สภาพลำน้ำห้วยหลวง จะมีน้ำขังในแอ่งเป็นช่วงๆ บางจุดมีฝายกึงถาวรกั้นอยู่ ชาวบ้านก็จะสูบน้ำช่วงนั้นไปทำนาปรัง ขณะนี้บ้านท่าหลักดินและบ้านหนองผักแว่น ตำบลบ้านแดง อำเภอพิบูลย์รักษ์ ต้องการน้ำเพิ่มในลำห้วย เพื่อสูบเข้าไปให้ข้าวนาปรัง จากการมาสำรวจเบื้องต้น ถ้าระบายน้ำมาจะถึงหรือไม่ เพราะอาจจะถูกกักอยู่ตามจุดต่างๆ และระบายแล้วจุดนั้นจะขาดน้ำหรือไม่ “ ประมงเองก็มีความห่วงใยว่า ไม่ต้องการให้ลำห้วยหลวงแห้ง เพราะจะทำให้ระบบนิเวศน์ และพันธุ์ปลาสูญพันธุ์ จึงต้องพิจารณากันอย่างรอบครอบ อาจจะเป็นการทยอยระบายน้ำ จากเหนือน้ำที่ใกล้ที่สุด อาทิ ฝาย หรือ แอ่งน้ำ ลงมาช่วยจุดที่ขาดแคลน ด้วยวิธีการกาลักน้ำ หรือสูบ ไล่ขึ้นไปตามลำน้ำเรื่อยๆ โดยจะเร่งพิจารณาตัดสินใจ พร้อมกับทำความเข้าใจชาวบ้าน เรื่องของระบบนิเวศน์จะต้องช่วยกันรักษา