หายปริศนา 5 คน ยังไม่คืบ “บิ๊กโจ๊ก”เร่งจี้คดี เปิดภาพวงจรปิด “แบงค์” หน้าบ้านอุษาก่อนถูกถอดปลั๊กกล้อง
คดีหายตัวปริศนายังไม่คืบหน้า เปิดภาพจากกล้องวงจรปิดที่อยู่หน้าบ้านของนางอุษา ปานรอด อายุ 43 ปี หนึ่งในผู้ที่หายตัวไปอย่างปริศนากับกลุ่มของนายลมกรด หรือแบงค์ที่ปรากฏอยู่ในภาพ ซึ่งภาพนี้เป็นการบันทึกของกล้องในช่วงเดือนมีนาคม ช่วงแรกๆที่นายลมกรด เข้ามาพัวพันน้องบีมหรือนางสาวชนนิกานต์ จนกระทั่งได้ชื่อว่าเป็นว่าที่ลูกเขย แต่หลังจากนั้นในช่วงเดือนเมษายน นายแบงค์ได้สั่งให้นางอุษา ถอดปลั๊กปิดระบบกล้องวงจรปิดทำให้ภาพที่บันทึกได้ในช่วงเดือนมีนาคมยังค้างอยู่ในการ์ดบันทึก ไม่ได้ถูกบันทึกทับไปตามวงรอบ
ส่วนความคืบหน้าล่าสุดนั้น ช่วงเช้าที่ผ่านมา มีรายงานว่านางอุษา ได้ โทรมาหาพี่สาวคือ นางเพ็ญศรี ขณะนางเพ็ญศรีกำลังเดินทางไปที่ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช เพื่อเดินทางไปยังกรุงเทพมหานคร โดยได้พยายามบังคับให้นางเพ็ญศรี ไปถอนแจ้งความ โดยบอกว่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่โต และระบุว่าอยู่สบายดี พร้อมทั้งลูกและหลาน และเมื่อถามว่าเหตุใดไม่ติดต่อกลับหรือติดต่อใครไม่ได้เลย นางอุษาบอกว่ามันเก็บโทรศัพท์ และเมื่อถามว่าหลานสบายดีมั้ย ได้ยินเสียงหลานบอกว่าสบายดี หลังจากนั้นได้ยินเสียงทำนองว่าจะมากรุงเทพกัน โทรศัพท์จึงถูกตัดสายและติดต่อกลับในเบอร์ที่นางอุษาโทรมาไม่ได้อีก ซึ่งทำให้ยิ่งสงสัยมากขึ้น โดยล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้เร่งตรวจสอบการสื่อสารดังกล่าวแล้ว
ส่วนภาพกล้องวงจรปิดอีกชุดที่พบกลุ่มคนที่หายไปรวมทั้งผู้เกี่ยวข้องที่อพาร์ทเม้นแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร เครือญาติของนางอุษา ได้รับการติดต่อจากอดีตภรรยาของนายลมกรด หรือแบงค์ ที่มีลูกด้วยกัน 1 คน กำลังพยายามติดตามนายแบงค์เช่นเดียวกันเพื่อให้มาจัดการเซ็นเอกสารเกี่ยวกับลูกได้ให้ข้อมูลว่าชายสวมเสื้อยืดสีเทาสะพายกระเป๋าคนนั้นไม่ใช่นายลมกรดหรือแบงค์ แต่ที่รู้จักคือ “ลุงโบ้”เป็นคนสนิทของนายแบงค์ ทำงานเป็นมือขวาคอยติดตามและทำงานให้ ซึ่งมีข้อมูลอยู่มากและมั่นใจว่าทั้ง 5 คนถูกหลอกแน่
ขณะที่การติดตามคดีล่าสุดนั้น พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร.ได้เรียกสำนวนการสอบสวนทั้งหมดไปยัง สตช.เพื่อดูรายละเอียดทั้งหมด และพบว่ามีข้อบกพร่องในสำนวนบางประการเกี่ยวกับงานสืบสวน ล่าสุดช่วงเช้าที่ผ่านมาได้เรียก พันตำรวจเอกต่อศักดิ์ สาลีรัตน์ ผู้กำกับการ สภ.ท่าศาลา เข้าพบเพื่อเร่งรัดและติดตามคดีด้วยตัวเอง.