กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินหน้ายกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการเกษตรไทยอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเผยโฉมความสำเร็จจากการวิจัยและพัฒนานานนับทศวรรษ เปิดตัวนวัตกรรมข้าวพันธุ์ใหม่ พันธุ์ "กข113" และ พันธุ์ "กข119" ซึ่งถูกพัฒนาพันธุ์มาเพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพ และลดต้นทุนให้แก่เกษตรกร
วันที่ 20 ก.ค.69 นางสาวชวนชม ดีรัศมี ผู้เชี่ยวชาญด้านปรับปรุงพันธุ์ข้าว กองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว ได้นำเสนอข้อมูลทางวิชาการและศักยภาพเชิงลึกของข้าวทั้ง 2 พันธุ์ ซึ่งถือเป็นทางเลือกใหม่ที่เปี่ยมด้วยคุณภาพและมาตรฐาน ดังนี้
ข้าวพันธุ์ กข113: นวัตกรรมข้าวเจ้าพื้นนุ่ม ข้าวพรีเมียมผลผลิตสูงตามมาตรฐาน
ข้าวพันธุ์ กข113 (สายพันธุ์ IR96522-PTT-5-1-2-1-4-1) ได้รับการพัฒนาจากการผสมพันธุ์ระหว่างพันธุ์ Ming Hui 63 และ IR80897-84-2-2-1 ณ สถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ (IRRI) ก่อนนำมาคัดเลือกแบบสืบตระกูลที่ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี จนได้สายพันธุ์ที่มีความสมบูรณ์แบบในด้านผลผลิตและคุณภาพทางกายภาพ
ลักษณะประจำพันธุ์ : เป็นข้าวเจ้าพื้นนุ่ม ไม่ไวต่อช่วงแสง ทรงกอตั้ง ลำต้นค่อนข้างแข็ง ไม่หักล้มง่าย ความสูงเฉลี่ย 117 เซนติเมตร
ประสิทธิภาพการผลิต : มีจุดเด่นด้านอายุเก็บเกี่ยวที่สั้นกว่าพันธุ์ปทุมธานี 1 โดยใช้เวลาเพียง 105-110 วัน (วิธีหว่านน้ำตม) และ 107-115 วัน (วิธีปักดำ)
ศักยภาพการให้ผลผลิต : ให้ผลผลิตเฉลี่ยสูงถึง 946 กิโลกรัมต่อไร่ และมีศักยภาพในการให้ผลผลิตสูงสุดถึง 1,124 กิโลกรัมต่อไร่ (อ้างอิงจากแปลงเกษตรกร จังหวัดสุพรรณบุรี)
มาตรฐานคุณภาพ : มีปริมาณอมิโลสต่ำ (16.84%) และโปรตีนในข้าวกล้อง 10.01% เมื่อหุงสุกจะมีลักษณะนุ่มและค่อนข้างเหนียว นอกจากนี้ยังมีเปลือกบางและสัดส่วนแกลบต่ำ ซึ่งตรงตามความต้องการของโรงสีและตลาดต่างประเทศ
ความต้านทานโรค : มีความต้านทานสูงต่อโรคไหม้ในระยะกล้า (ใบไหม้) ในเขตภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง และค่อนข้างต้านทานต่อโรคขอบใบแห้ง ในเขตภาคเหนือตอนล่าง
ขณะที่ข้าวพันธุ์ กข119: ข้าวเจ้าหอมไทยพื้นนุ่มคุณภาพพรีเมียม สู่การเกษตรคาร์บอนต่ำ
ข้าวพันธุ์ กข119 (RD119) เป็นข้าวหอมไทยพันธุ์ใหม่ที่เข้ามาเติมเต็มช่องว่างทางตลาดและแก้ไขข้อจำกัดของข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1 โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากรน้ำ หรือพื้นที่ที่เสี่ยงต่ออุทกภัย
ข้าวพันธุ์ กข119 (สายพันธุ์ BioH95-CNT-60-1-1-1-2-1) ได้จากการผสมพันธุ์ระหว่าง IR738349 กับ SPR91062 แล้วนำไปผสมกับพันธุ์ปิ่นเกษตร ที่ศูนย์วิศวกรรมและเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และนำไปปลูกคัดเลือกแบบสืบตระกูล (pedigree selection) ที่ศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท จนได้สายพันธุ์ BioH95-CNT-60-1-1-1-2-1
ลักษณะประจำพันธุ์: เป็นข้าวเจ้าหอมพื้นนุ่ม ไม่ไวต่อช่วงแสง ทรงกอตั้ง ต้นสูงประมาณ 109-115 เซนติเมตร มีความแข็งแรงทนทานต่อการหักล้ม
ประสิทธิภาพการผลิต : โดดเด่นด้วยอายุเก็บเกี่ยวที่สั้นมาก เพียง 90-100 วัน (นาหว่าน) และ 105-115 วัน (นาดำ) ส่งผลให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการจัดการน้ำและการดูแลรักษาได้อย่างเป็นรูปธรรม
มาตรฐานคุณภาพ: มีปริมาณอมิโลสต่ำ (17.21%) หุงสุกแล้วมีความนุ่มเหนียวและมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ ลักษณะเมล็ดเรียวยาว (ข้าวกล้องยาวถึง 8 มิลลิเมตร) ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มข้าวหอมไทยคุณภาพสูงที่ตลาดระดับสากล เช่น เอเชียและยุโรป ให้การยอมรับ
ศักยภาพการให้ผลผลิต : ให้ผลผลิตเฉลี่ย 777 กิโลกรัมต่อไร่ (สูงสุด 993 กิโลกรัมต่อไร่ หรืออาจถึง 1.2 - 1.3 ตันต่อไร่ในบางพื้นที่) แม้ปริมาณผลผลิตจะน้อยกว่า กข113 แต่สามารถทดแทนได้ด้วยมูลค่าทางการตลาดที่สูงกว่า
นวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม : ข้าวพันธุ์นี้สอดรับกับมาตรฐาน "ข้าวคาร์บอนต่ำ" อย่างสมบูรณ์แบบ เนื่องจากมีอายุเก็บเกี่ยวสั้น จึงเหมาะสมต่อการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
บทวิเคราะห์ : การยกระดับศักยภาพชาวนาไทยอย่างยั่งยืน
การเปิดตัวนวัตกรรมข้าวทั้ง 2 พันธุ์ สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของกรมการข้าวในการมุ่งเน้น "ประสิทธิภาพ" และ "มาตรฐาน" อย่างแท้จริง ข้าวพันธุ์ กข113 ตอบโจทย์กลุ่มเกษตรกรที่ต้องการเน้นปริมาณผลผลิตสูงสุดในระยะเวลาที่สั้นลง ขณะที่ ข้าวพันธุ์ กข119 เป็นกุญแจสำคัญในการเปิดประตูสู่ตลาดพรีเมียมและเกษตรกรรมรักษ์โลก (Low Carbon Agriculture) ซึ่งเป็นทิศทางหลักของตลาดโลกในปัจจุบัน
ปัจจุบัน กรมการข้าวได้ดำเนินการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว กข119 ล็อตแรกจำนวนกว่า 300 ตัน สู่มือเกษตรกรแล้ว และอยู่ระหว่างการเร่งขยายพันธุ์ในล็อตที่สอง ซึ่งคาดว่าจะมีเมล็ดพันธุ์คุณภาพรองรับความต้องการได้มากกว่า 1,000 ตันภายในช่วงปลายปีนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยสร้างความมั่นคงทางรายได้ และยกระดับชื่อเสียงของข้าวไทยในเวทีการค้าโลกต่อไป








