กลุ่มผู้เลี้ยงปลากระชังกาญจนบุรีอ่วมโดนน้ำป่าไหลผสมน้ำเดิมปลาน็อคน้ำตายเกลื่อนสูญเงินกว่า 50 ล้าน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 17 ต.ค.65 ที่ผ่านมา ได้รับการร้องเรียนจากเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากระชังในแม่น้ำแควน้อย ตำบลเกาะสำโรง และตำบลใกล้เคียง หลายตำบลของจังหวัดกาญจนบุรี กว่า 150 ราย มีจำนวนปลากระชังกว่า 10,000 กระชัง กำลังประสบความเดือดร้อนอย่างหนัก หลังจากได้รับผลกระทบจากอิทธิพลของพายุโนรู เมื่อวันที่ 11 ต.ค.65 ส่งผลให้มีฝนตกหนัก ระดับน้ำในแม่น้ำแม่กลอง และแม่น้ำแควใหญ่ แควน้อย เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และกระแสน้ำไหลเชี่ยวอย่างมากโดยน้ำมีสีแดงขุ่น จนปลาที่เลี้ยงในกระชังปรับตัวไม่ทัน ไม่มีอากาศหายใจ เกิดอาการน็อกน้ำ และลอยตายเกลื่อนกระชัง ขาดทุนยับเยิน
เบื้องต้นทำให้ผู้ที่เลี้ยงปลาในกระชังในแม่น้ำแควน้อยกว่า 150 ราย ต้องสูญเงินรวมกันเป็นมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท ซึ่งเกษตรกรผู้เลี้ยงปลา กระชัง จึงใคร่ขอความช่วยเหลือหน่วยงานส่วนราชการที่เกี่ยวข้องช่วยสำรวจความเสียหาย และให้ความช่วยเหลือเป็นการเร่งด่วน
ผู้สื่อข่าวรายงานต่ออีกว่า จากการติดตามการเพาะเลี้ยงปลากระชังของเกษตรกรที่ปักหลักเลี้ยงกันบริเวณแม่น้ำแควน้อย ต.เกาะสำโรง และต.ใกล้เคียง อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ที่มีจำนวนกระชังมากกว่า 10,000 กระชัง พบว่า ขณะนี้กำลังประสบปัญหาปลาน็อคตายเป็นจำนวนมาก เกษตรกรหลายรายเกิดความเสียหายปลาน็อคตายเฉลี่ยรายละ 5-10 ตัน ซึ่งจากการประเมินปริมาณปลาที่ตายของผู้เลี้ยงทุกรายรวมกัน มีมากถึง 500 ตัน และยังคงมีการทยอยตายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน ซึ่งยังไม่นับถึงปลาที่หลุดออกไปเพราะกระชังที่เลี้ยงพัง ก็มีอีกเป็นจำนวนมากเช่นกัน ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานใดยื่นมือเข้ามาให้ความช่วยเหลือ
ด้านนายคมเพชร รอดปรีชา ประธานชมรมผู้เลี้ยงปลากระชังลุ่มน้ำภาคกลาง กล่าวว่า ในฐานะที่ตนเป็นตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากระชัง จากภัยพิบัติที่เกิดขึ้น ขณะนี้เกษตรกรที่เลี้ยงปลากระชังกำลังเดือนร้อนอย่างหนัก เนื่องจากปลาน๊อคน้ำตายเป็นจำนวนมาก โดยปลากระชังที่ตนและกลุ่มเพื่อนเกษตรกรเลี้ยงทั้งหมดเป็นปลาทับทิม ซึ่งน้ำท่วมในครั้งนี้มันเป็นครั้งที่รุนแรงที่สุดในรอบ10 ปี เพราะที่ผ่านมาในช่วงฤดูฝน แม่น้ำสายนี้มักจะเกิดน้ำหลากท่วมทุกปีอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาผลกระทบเกิดความเสียหายไม่เท่ากับครั้งนี้ ซึ่งครั้งที่ผ่านๆ มาอาจได้รับผลกระทบแค่เกษตรกรผู้เลี้ยงบางรายเท่านั้น แต่ครั้งนี้ได้รับความเสียหายตั้งแต่หัวน้ำยั้นท้ายน้ำได้รับผลกระทบความเสียหายกันทุกราย และในบางรายได้รับความเสียหายเกือบ100 %
ทั้งนี้ที่ผ่านมาเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาจะต้องแบกรับภาระต้นทุนการเลี้ยงจากค่าอาหารที่มีการปรับราคาแพงขึ้นมาตลอด ยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ ว่าที่ผ่านมาในช่วงเวลาปีเดียว ค่าอาหารปลานั้นมีการปรับขึ้นราคามาจากเดิม อยู่ที่ 120-150 บาทต่อกระสอบ การปรับราคาค่าอาหารที่แพงขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยไม่รู้สาเหตุว่า ทำไมต้องแพงขึ้นขนาดนี้ แต่ราคาปลาที่เราขายได้นั้น ไม่สามารถขึ้นราคาได้มาก จึงทำให้ต้องแบกรับภาระหลายอย่าง หลายๆ ด้านมากมาย
สำหรับจังหวัดกาญจนบุรี ถือได้ว่าเป็นแหล่งเลี้ยงปลาทับทิมส่งออกรายใหญ่เป็นอันดับ 1 ของประเทศ มีกำลังการผลิตต่อเดือนอยู่ที่ประมาณกว่า 1,000 ตัน และต่อปีไม่ต่ำกว่า 10,000 ตัน โดยราคาส่งขายเฉลี่ยจะอยู่ราวๆ 70 บาท/ กก. คิดเป็นมูลค่ารวมต่อปีราวๆ 700-800 ล้านบาท ที่เป็นเม็ดเงินที่เกษตรกรผู้เลี้ยงปลากระชังในจังหวัดกาญจนบุรี ได้รับ
โดย ประธานชมรมผู้เลี้ยงปลากระชังลุ่มน้ำภาคกลาง ในฐานะตัวแทนเกษตรกร กล่าวต่อว่า ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลบ้าง ในทุกๆครั้งที่เกิดภัยพิบัติน้ำท่วมนั้นไม่เคยที่จะขอความช่วยเหลือใดๆเลยเพราะคิดว่าชาวเกษตรกรที่เลี้ยงปลานี้ยังพอที่จะช่วยตัวเองได้ แต่ครั้งนี้มันรุนแรงเกินที่จะรับไหวจริงๆ มันเป็นตัวเลขที่มหาศาล จึงขอวิงวอนทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ)หรือสำนักงานประมง หรือจะเป็นหน่วยงานไหนก็แล้วแต่ที่เกี่ยวข้องให้ช่วยลงมาดูผู้เลี้ยงปลาในกระชังด้วย