กองทัพภาคที่ 3 สั่งกักกำลังพลที่ใกล้ชิดนายทหารติดโควิด-19 พร้อมเร่งทำความสะอาดฆ่าเชื้อทุกสถานที่
กองทัพภาคที่ 3 เปิดเผยชี้แจง ข่าวสาร สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 3 แม่ทัพภาคที่ 3 ย้ำ!! กักตัวผู้ใกล้ชิด...ทำความสะอาดฆ่าเชื้อทุกสถานที่
เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2563 พลตรี กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ ผู้บัญชาการกองบัญชาการช่วยรบที่ 3 พร้อมด้วย พันเอก รุ่งคุณ มหาปัญญาวงศ์ โฆษกกองทัพภาคที่ 3/ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 , พันเอก นายแพทย์ วิโรจน์ ชนม์สูงเนิน นายแพทย์จากโรงพยาบาลค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช , นายแพทย์ ปิยะ ศิริลักษณ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลก , นายแพทย์ รัฐภูมิ ชามพูนท รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลก แถลงข่าวเปิดเผยว่า กองทัพภาคที่ 3 / กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 3 ขอชี้แจงจากกรณีปรากฎข่าวสารว่า มีนายทหารสัญญาบัตร สังกัด กองพันทหารขนส่งที่ 23 กองบัญชาการช่วยรบที่ 3 ติดเชื้อโคโรนาไวรัส 2019 หรือ COVID -19 นั้น ณ อาคารวงศ์วานิช ค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก มีรายละเอียด ดังนี้.
กล่าวคือ นายทหารสัญญาบัตรดังกล่าว ได้ร่วมเป็นกรรมการตัดสิน กีฬาชกมวย ณ สนามมวยลุมพินี กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 6 มีนาคม 2563 โดยพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ที่มีการระบาดและมีผู้ป่วยยืนยันโรคติดเชื้อโคโรนาไวรัส 2019 หรือ COVID -19 เป็นกลุ่มก้อน
จากนั้น ได้เดินทางกลับมาในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก เพื่อเตรียมการทำเรื่องปรับย้ายไปยังหน่วยทหาร แห่งใหม่ ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2563 และ ได้ทำการจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ก่อนการปรับย้าย ในช่วงเย็นของวันที่ 11 และ 12 มีนาคม 2563 โดยมีเพื่อนร่วมงานมาร่วมในงานเลี้ยงดังกล่าว
โดย นายทหารสัญญาบัตรดังกล่าว ได้เดินทางกลับกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 13 มีนาคม 2563 เวลาประมาณ 10.00 น. และได้พบว่าเริ่มมีอาการผิดปกติ ในวันที่ 18 มีนาคม 2563 โดยมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัวคล้ายเป็นไข้ ไอ เจ็บคอ ถ่ายเหลว จึงได้ไปตรวจหาเชื้อโคโรนาไวรัส ในวันที่ 19 มีนาคม 2563 ณ โรงพยาบาลบำราศนราดูร อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี ซึ่งได้แจ้งผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2563 เวลา 16.00 น. ว่ากำลังพลดังกล่าว มีผลยืนยันติดเชื้อโคโรนาไวรัส 2019 หรือ COVID -19 และได้รับการเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลบำราศนราดูล เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2563 เป็นต้นมา
กองทัพภาคที่ 3, กองบัญชาการช่วยรบที่ 3, โรงพยาบาลค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช, สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลก และชุดเวชกรรมป้องกัน กองพันทหารเสนารักษ์ที่ 23 กองบัญชาการช่วยรบที่ 3 จึงได้ดำเนินการลงพื้นที่คัดกรองประเมินกลุ่มเสี่ยงกำลังพลในหน่วย รวมทั้งทำการสอบสวนโรค เพื่อหากลุ่มเสี่ยงที่สัมผัสผู้ป่วยในทันที เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2563 เวลา 16.30 น. โดยพบว่ากลุ่มเสี่ยงสูงเป็นกลุ่มที่ได้ร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์และสัมผัสมือ จำนวนทั้งสิ้น 18 นาย โดยได้มีมาตรการในการดำเนินการ ดังนี้
1. ทำการกักบริเวณ เพื่อควบคุมป้องกันโรคกับกำลังพลดังกล่าว รวมถึงครอบครัวที่บ้านพัก อีกจำนวน 6 วัน จึงจะครบจำนวน 14 วัน หลังจากที่ได้สัมผัสโรคครั้งสุดท้าย
2.ดำเนินการเก็บสิ่งส่งตรวจ จากกำลังพลดังกล่าว เพื่อตรวจหาเชื้อโคโรนาไวรัส 2019
3. ดำเนินการวัดไข้และตรวจร่างกายในเบื้องต้น พบว่ากำลังพลทั้งหมดไม่มีไข้ มีเพียงแต่อาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจเพียงเล็กน้อย จำนวน 5 นาย
4. จัดตั้งกลุ่มไลน์ ในกลุ่มผู้ต้องสงสัยเข้าข่ายใกล้ชิดสัมผัส ติดตามการวัดไข้ และอาการแสดง เข้าข่ายสงสัยติดเชื้อโคโรนาไวรัส 2019 โดยให้ผู้เข้าข่ายสงสัยสัมผัสใกล้ชิดรายงานการปฏิบัติเป็นประจำทุกวัน
5. ได้ทำความสะอาดหน่วย ด้วยการใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ (ไฮเตอร์) ผสมน้ำ ในอัตรา 1 : 9 ทำความสะอาดบริเวณทุกพื้นที่
6 ได้ให้สุขศึกษากับหน่วยเกี่ยวกับอาการแสดงของโรค แนวทางการป้องกันควบคุมโรค รวมถึงแนวทางการทำความสะอาด เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อ
7 เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2563 เวลา 23.00 น. ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 2 พิษณุโลก กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้แจ้งผลการตรวจกำลังพลกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง 18 นาย ผลไม่พบเชื้อ ทั้ง 18 นาย แต่ยังคงใช้มาตรการให้กักอยู่ที่บ้าน การป้องกันโรคส่วนบุคคลและดูอาการผิดปกติต่อจนครบ 14 วัน ในวันที่ 27 มีนาคม 2563
ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 3 ได้มีแนวทางการปฏิบัติมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID -19 ของกำลังพลและหน่วยทหาร ตามนโยบายกำกับการใช้วินัยทหาร ต้าน COVID -19 ที่กองทัพบกกำหนดไว้ นำมาบังคับปฏิบัติในส่วนของหน่วยขึ้นตรงกองทัพภาคที่ 3 ทุกหน่วยอย่างเคร่งครัด
ในการนี้ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้บัญชาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 3 ได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมในการรับมือการแพร่ระบาดของโรค COVID -19 ร่วมกับทุกส่วนราชการอย่างต่อเนื่อง จึงขอเชิญชวน ให้พี่น้องประชาชน ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ร่วมกันป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรค COVID -19 ด้วยวิธีการขั้นต้น.