"สนธิ" ควง "ปานเทพ" บุก ปปช. ยื่นเอกสารหลักฐานตรวจสอบที่ดิน "ชูวิทย์" 

ภูมิภาค9 พ.ค. 2566 • 14:42 น.โดย ชิงชัย ชวนสมบูรณ์ศิริ
"สนธิ" ควง "ปานเทพ" บุก ปปช. ยื่นเอกสารหลักฐานตรวจสอบที่ดิน "ชูวิทย์" 

วันที่ 9 พ.ค.66 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ถ.นนทบุรี 1 อ.เมืองนนทบุรี นายสนธิ ลิ้มทองกุล พร้อมด้วยนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ เดินทางนำเอกสารหลักฐานเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนให้ตรวจสอบเรื่องที่ดิน บริเวณ ถ.สุขุมวิท10 กทม.ของของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ว่าที่ดินดังกล่าวได้กลายเป็นที่ดินสาธารณะไปแล้วหรือไม่ โดยมีเจ้าหน้าที่ปปช.ลงมารับเรื่องร้องทุกข์

นายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวว่า วันนี้ ตนกับคุณปานเทพได้มายื่นคำร้องกับปปช.ตนไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน ครั้งนี้เป็นครั้งแรก เหตุผลคือตนไม่เข้าใจ และมีความสับสน ในเรื่องที่ดิน เรื่องสวนของนายชูวิทย์ จากที่ตนได้รับข้อมูลและตรวจสอบเอง และได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมาย ทุกคนให้เหตุผลว่า สวนชูวิทย์เป็นสาธารณสมบัติไปแล้ว ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2548 ซึ่งตรงกันข้ามกับคุณชูวิทย์พูด อีกประการหนึ่งตนได้ทำหนังสือร้องเรียนไปที่ผู้ว่าการกรุงเทพมหานคร และผู้อำนวยการเขตคลองเตย ชี้แจงถึงประเด็นข้อสงสัย และอยากให้กรุงเทพฯช่วยจัดการตรวจสอบ และมีมติชัดเจนว่าจะเอายังไงกับสวนชูวิทย์ ทางกรุงเทพมหานครคิดว่าเป็นสาธารณสมบัติหรือเป็นสมบัติ ของนายชูวิทย์ เหมือนกับท่านผู้ว่าชัชชาติบอกว่ามันเป็นสมบัติของ บริษัทของนายชูวิทย์ แต่พอตอนทำจดหมายเป็นทางการท่านก็เริ่มตั้งคณะกรรมการหลังจากนั้นอีก 7 วันตนทำหนังสือไปอีกฉบับนึงให้เวลา 30 วัน เพื่อให้ท่านมีคำตอบ ซึ่ง 30 วันนั้นได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 7 ที่ผ่านมา วันนี้ตนมีความจำเป็นที่ต้องมาร้องต่อปปช. เพราะในทีมงานกฎหมายของตนยืนยันได้ว่าส่วนของนายชูวิทย์นั้นตกเป็นสาธารณสมบัติอย่าง 100% พร้อมทั้งแนบฎีกา 14 ฎีกามาให้ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต อยากจะบอกคุณศรีสุวรรณว่าไม่ต้องกังวลเพราะตนไม่ได้มาแย่งอาชีพของท่าน

นายปานเทพ กล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งแรกปี 2546 เกิดการรื้อบาร์เบียร์บนที่ดินของชูวิทย์ ปี 2548 ได้เปิดสวนชูวิทย์ ยืนยันว่าที่ดินตรงนี้เป็นของตนเองและตระกูล แต่ขอเสียสละให้เป็นสวนของกทม. ลั่นวาจาไว้ หลังจากนั้นศาลอาญากรุงเทพใต้ยกฟ้องจำเลยส่วนใหญ่ พิพากษาจำคุก 1 คน หลังจากนั้นวันที่ 11 กันยายน 2555 ศาลมีคำพิพากษากลับให้คุณชูวิทย์และพวก 66 คน มีความผิด ฐานทำให้เสียทรัพย์และกำลังประทุษร้าย และพิพากษาจำคุกคนละ 5 ปี โดยไม่รอลงอาญา ปรากฎว่าวันที่พิพากษาศาลฎีกาตรงกับวันที่ 15 ตุลาคม 2558 ศาลฎีกาเตรียมอ่านคำพิพากษาแล้ว คุณชูวิทย์ยื่นคำให้การเป็นแถลงใหม่ 1.สารภาพ 2.บอกว่าสวนสาธารณะแห่งนี้เป็นสาธารณะและจะไม่ทำกิจการใดๆอีก เป็นสวนศาธารณะแบบไม่กำหนดระยะเวลา หลังจากนั้นคุณชูวิทย์ยื่นแถลงครั้งที่ 2 มีทั้งแผนที่ภาพถ่ายว่าสวนสาธารณะทั้งผืนที่เป็นสวนชูวิทย์ เป็นสวนสาธารณะทั้งหมด ในที่สุดวันที่ 28 มกราคม 2559 ศาลฎีกาได้อ่านคำพิพากษาลดโทษคุณชูวิทย์จาก 5 ปี เหลือ 2 ปี เรื่องคำรับสารภาพไม่มีผล แต่มีในเรื่องของการชดใช้เงินให้กับฝ่ายโจทย์และผู้เสียหายจนพอใจ คุณชูวิทย์ได้นำที่ดินที่เป็นข้อพิพาทมาก่อสร้างสวนสาธารณะเพื่อให้ประชาชนพักผ่อนไม่ได้นำไปก่อสร้างศูนย์การค้าย้อนยุคเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ตามที่ตั้งใจไว้ ทำให้สูญเสียค่าใช้จ่ายและรายได้จำนวนมาก บ่งบอกว่าคุณชูวิทย์สำนึกผิดกับสิ่งที่ได้กระทำไป ศาลจึงลดโทษให้ด้วยเหตุนี้ เมื่อคุณชูวิทย์ออกมาหลัง 19 ธันวาคม 2559 หลังจากนั้น 1 เดือน คุณชูวิทย์ได้เขียนบทความว่าได้พยายามเยียวยาโดยเอาที่ดินมูลค่ามหาศาลทำเป็นสวนสาธารณะ ปลูกต้นไม้ ทำเป็นประโยชน์กับประชาชน ท่ามกลางศูนย์การค้า สำนักงานล้อมรอบ แทนที่จะเอาที่ดินไปหาประโยชน์ทางธุรกิจ ชัดเจนมากทั้งการยืนยันด้วยวาจาและลายลักษณ์อักษร คำถามคือใครเกี่ยวข้องบ้าง บริษัทคุณชูวิทย์หรือลูกคุณชูวิทย์ ผู้รับเหมา มีการออกใบอนุญาตได้อย่างไร ใบอนุญาตออกมาถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เราและคุณสนธิได้ออกมายื่นคำร้องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เพิดถอนการก่อสร้างดำเนินคดีคนที่บุกรุกทำลายสวนสาธารณะ และครอบครองสวนสาธารณะ เมื่อมีหนังสือออกมา 2 รอบแล้วก็เห็นว่าต้องถึงเวลาดำเนินคดีความให้ปปช.ไตร่สวนผู้ที่เกี่ยวข้องและเอื้อประโยชน์คุณชูวิทย์