พี่สาวแรงงานนวดแผนไทย ดีใจน้องปลอดภัย​ คาดกลับถึงไทยพรุ่งนี้​ แต่กังวลปัญหาหนี้สิน

ภูมิภาค1 มี.ค. 2565 • 20:47 น.
 พี่สาวแรงงานนวดแผนไทย ดีใจน้องปลอดภัย​ คาดกลับถึงไทยพรุ่งนี้​ แต่กังวลปัญหาหนี้สิน
พี่สาวแรงงานชาวบุรีรัมย์ที่ทำงานนวดแผนไทยในยูเครน เผยดีใจน้องสาวปลอดภัยคาดกลับถึงไทยพรุ่งนี้ แต่กังวลสถานการณ์สู้รบยืดเยื้อทำให้น้องไม่สามารถกลับไปทำงานได้เหมือนเดิม ซึ่งจะส่งผลกระทบกับความเป็นอยู่ครอบครัวและปัญหาหนี้สิน เพราะน้องเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวต้องทำงานส่งเสียลูก 2 คนลำพังทั้งต้องดูแลพ่อแม่ที่แก่ชราด้วย วอนหน่วยงานภาครัฐช่วยเหลือ (1 มี.ค.65) นางสุมารีย์ เทวัญรัมย์ หรือโอ๋ อายุ 43 ปี ชาวอำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพี่สาวของ น.ส.ทัศนีย์ ยอดไธสง อายุ 39 ปี หนึ่งในแรงงานชาวไทยที่ไปทำงานเป็นพนักงานนวดแผนไทยอยู่ประเทศยูเครน ที่กำลังเกิดการสู้รบรุนแรงมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก ได้พยายามโทรวีดีโอคอลผ่านแอพพลิเคชั่นเฟสบุ๊ก เพื่อติดต่อสอบถามข่าวคราวจากน้องสาว แต่ก็ไม่สามารถติดต่อทางวิดีโอคอลได้คาดว่าน่าจะเป็นเพราะระบบสัญญาณมือถือ จึงใช้วิธีส่งข้อความแชทสนทนาถามข่าวจากน้องสาวแทน ซึ่งจากการส่งข้อความสนทนากันน้องสาวบอกว่าทางนายจ้างที่ยูเครนได้ประสานกับสถานทูต เพื่อให้ความช่วยเหลือพาไปอยู่ยังสถานที่ปลอดภัยแล้วก็รู้สึกดีใจ โดยทางสถานทูตได้อพยพแรงงานไทยประมาณ 60 คนรวมถึงน้องสาวของตัวเองด้วย ไปอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งที่กรุงวอร์ซอประเทศโปแลนด์ และเตรียมจะขึ้นเครื่องกลับมาที่ไทยแล้วคาดว่าน่าจะถึงสนามบินสุวรรณภูมิในวันพรุ่งนี้ ส่วนจะได้เดินทางกลับมาบ้านวันไหนก็ต้องรอทางหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องแจ้งอีกครั้ง เพราะคาดว่าน่าจะมีการตรวจหาเชื้อและกักตัวตามมาตรการป้องกันโควิดก่อน ถึงจะอนุญาตให้เดินทางกลับบ้าน นางสุมารีย์ บอกว่า น้องสาวเดินทางไปทำงานที่ประเทศยูเครนเมื่อเดือน เมษายน 2564 ที่ผ่านมา ถึงปัจจุบันก็เกือบจะครบปีแล้ว แต่กำหนดสัญญาจ้าง 2 ปี ส่วนสาเหตุที่น้องสาวตัดสินใจไปทำงานเป็นพนักงานนวดแผนไทยที่ประเทศยูเครน เพราะได้ค่าแรงสูงกว่าทำงานในประเทศไทย ประกอบกับเมื่อปีที่แล้วเกิดสถานการณ์โควิดระบาด หางานทำในไทยค่อนข้างลำบาก แต่ที่ยูเครนอนุญาตให้เดินทางไปทำงานได้จึงตัดสินใจไป เพราะตอนนี้น้องสาวก็เหมือนเป็นเสาหลักของครอบครัว เพราะเลิกรากับสามีต้องเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวทำงานส่งเสียลูก 2 คน คนโตเรียนมหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์ ปี 1 และคนเล็กเรียน ม.4 ทั้งยังต้องดูแลพ่อแม่วัยชรา ที่สำคัญก็มีภาระหนี้สินด้วย ซึ่งหลังจากน้องสาวไปทำงานที่ยูเครนก็มีเงินส่งกลับบ้านเดือนละกว่า 20,000 บาท ก็เป็นรายได้ที่สามารถดูแลครอบครัวได้ไม่ลำบาก แต่พอเกิดสถานการณ์สู้รบและต้องถูกอพยพกลับ ในฐานะพี่น้องก็กังวลแทนน้องว่าหากสถานการณ์สู้รบยืดเยื้อแล้วไม่สามารถกลับไปทำงานได้เหมือนเดิม แล้วจะหาเงินที่ไหนมาดูแลครอบครัวและใช้หนี้สิน แม้เบื้องต้นนายจ้างจะช่วยเหลือให้เงินติดตัวมาคนละประมาณ 20,000 บาท และเมื่อมาถึงไทยก็จะได้เงินเยียวยาจากกองทุนฯ อีก 15,000 บาท ก็คงบรรเทาความผลกระทบได้แค่เบื้องต้นเท่านั้น แต่ห่วงเรื่องระยะยาวหลังจากนี้ จึงอยากให้หน่วยงานภาครัฐช่วยเหลือหากไม่สามารถกลับไปทำงานที่ยูเครนได้ ก็น่าจะจัดหาตำแหน่งงานในประเทศอื่นที่มีค่าแรงไม่ต่างกันให้ทำแทน จะได้ไม่กระทบกับครอบครัว เพราะถ้าทำงานในไทยค่าแรงคงไม่พอเลี้ยงครอบครัวหรือใช้หนี้แน่นอน