ตร.ขอนแก่น ตั้งข้อหาเพิ่ม "ดร.ลิเดีย" ตามความผิด พรบ.คอมพิวเตอร์

ภูมิภาค18 ต.ค. 2562 • 05:12 น.
ตร.ขอนแก่น ตั้งข้อหาเพิ่ม "ดร.ลิเดีย" ตามความผิด พรบ.คอมพิวเตอร์
ตร.ขอนแก่น ตั้งข้อหาเพิ่ม "ดร.ลิเดีย" ตามความผิด พรบ.คอมพิวเตอร์ หลังตกเป็นผู้ต้องหาฉ้อโกงประชาชน ความเสียหายรวม 1,500 ล้านบาท ขณะที่ผู้ต้องหาปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา เวลา 10.30 น.วันที่ 18 ตุลาคม 2562 ร.ต.อ.ยงยุทธ สะเดา สว.(สอบสวน) สภ.เมืองขอนแก่น ทำการควบคุมตัว น.ส.ปริยันก้า ตั้งภาวนาสกุล หรือ ดร.ลิเดีย อายุ 41 ปี อยู่บ้านเลขที่ 50/26 ซอยรามอินทรา 65 แยก 2-4 แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กทม. ผู้ต้องหาในคดี "ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน" ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม นำหมายศาลจังหวัดขอนแก่น จับกุมตัวที่บ้านพักตากอากาศใน อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา นำส่งศาล จ.ขอนแก่น เพื่อขออำนาจศาลฝากขังผลัดแรก โดยในระหว่างการควบคุมตัวจากห้องขังชั้น 1 สภ.เมืองขอนแก่น มานังรถควบคุมตัวผู้ต้องหา เพื่อนำส่งศาล ดร.ลิเดีย ยังอยู่ในเสื้อผ้าชุดเดิม เมื่อเห็นกลุ่มสื่อมวลชน รอทำข่าว ได้ขอเสื้อคลุมจากเจ้าหน้าที่ คลุมหน้าตาก่อนจะเดินขึ้นรถไปอย่างรวดเร็ว พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น กล่าวว่า หลังจากพนักงานสอบสวนรับมอบตัวผู้ต้องหาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม แล้วได้ถูกส่งต่อการควบคุมมาคุมขังที่ สภ.เมืองขอนแก่น เพื่อทำการสอบสวนผู้ต้องหาตามขั้นตอน ซึ่งในขั้นตอนการสอบสวนนั้นผู้ต้องหาได้ร้องขอให้ทนายและญาติมาร่วมฟังการสอบสวนด้วย ซึ่งพนักงานสอบสวนได้จัดให้ตามสิทธิ โดยมีญาติฝ่ายสามีของผู้ต้องหา มาร่วมฟังการสอบสวน ในขณะเดียวกัน ในรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับความเสียหายของผู้เสียหายที่จังหวัดขอนแก่นนั้น พนักงานสอบสวน มีหลักฐานที่ผู้ต้องหานำข้อความโพสต์ในโซเชียลหรือคอมพิวเตอร์ จึงได้มีการแจ้งข้อหาเพิ่มใน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ คือ นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน พ.ต.อ.ภาคภูมิ กล่าวอีกว่า "ในชั้นพนักงานสอบสวนนั้น เราได้คัดค้านการประกันตัวเนื่องจากเป็นคดีสำคัญผู้เสียหายหลายราย มูลค่าความเสียหายก็มีจำนวนมาก จึงไม่ให้ประกันตัว เพราะเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี ส่วนการสอบสวนนั้นผู้ต้องหาให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ซึ่งก็เป็นสิทธิ์ที่ผู้ต้องหาจะพูดหรือจะตอบอย่างไร แต่ทุกอย่างไปว่ากันด้วยพยาน หลักฐาน ที่ชั้นศาล ตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป"