สสจ.ตรัง ยกพาเหรดแห่ขึ้นป้ายแบนสารเคมีอันตราย 3 สารชนิด
สสจ.ตรัง ยกพาเหรดแห่ขึ้นป้ายแบนสารเคมีอันตราย 3 สารชนิด เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและสิ่งแวดล้อม พร้อมโหมโรง รพ.สต. และ อสม.เร่งประชาสัมพันธ์การเลิกใช้สารเคมี เด็ดขาด
วันที่ 14 ต.ค.62 ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตรัง นายแพทย์บรรเจิด สุขพิพัฒปานนท์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดตรัง ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ การออกมาที่จะให้มีการยกเลิกการใช้สารเคมีเกษตรที่เป็นอันตรายทั้ง 3 ชนิด ประกอบด้วย คลอร์ไพริฟอส พาราควอต ไกลโฟเซต โดยยาพาราควอต ไกลโฟเซต เป็นยาปราบวัชพืช ส่วนยาคลอร์ไพริฟอส เป็นยาฆ่าแมลงหรือปราบศัตรูพืช ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณะสุขเห็นด้วยกับนายอนุทิน ชาญวีรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพราะสาธารณสุขมีหน้าที่ดูแลสุขภาพของประชาชนสารเคมีล้วนแต่เป็นตรายต่อสุขภาพของประชาชน แต่ทางสาธารณสุขก็ไม่ทราบว่าในปริมาณการใช้กับพื้นที่การเกษตรนั้น มีการควบคุมการใช้แค่ไหนอย่างไร แต่ในส่วนของสาธารณสุขถ้าอะไรที่นำมาตรวจได้ ก็นำมาตรวจทั้งในคน และในผักต่างๆ เพื่อเฝ้าระวังสุขภาพให้กับประชาชนซึ่งทำมานานแล้ว
นายแพทย์บรรเจิด กล่าวอีกว่า ตัวเลขของจังหวัดตรังตั้งแต่ปี 2560 - 2562 มีการสุ่มเจาะเลือดตรวจหาสารเคมีปนเปื้อนรวม 13,764 ราย พบมีความเสี่ยง 2,972 ราย หรือประมาณ 1ใน 5 หรือกว่า 22 % มีระดับของสารเคมีอันตรายเหล่านี้สูงจนถึงขั้นความเสี่ยง จึงอยากจะประชาสัมพันธ์ไปยังเกษตรกรต้องมีความระมัดระวังอย่างมากในการใช้สารเคมี นอกจากนั้นในส่วนของผู้ที่มีอาการป่วยจากการใช้สารเคมีแล้วเข้ารับระบบการรักษาที่โรงพยาบาลของรัฐมีจำนวน 47 ราย พบเกิดจากสารพิษฆ่าแมลง 20 ราย พิษจากยาฆ่าหญ้า 11 ราย และสารอื่นๆ เช่น ฆ่าปู ฆ่าหอย 16 ราย แต่ไม่มีผู้เสียชีวิต ซึ่งไม่ใช่เป็นตัวเลขของการฆ่าตัวตายหรือพยายามฆ่าตัวตายแต่อย่างใด แต่เกิดอาการป่วยจากการใช้สารเคมี
"ในส่วนของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดตรังได้สั่งการให้โรงพยาบาลของรัฐทุกแห่ง ทั้งโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล (รพ.สต.) ขึ้นป้าย เพื่อประกาศเจตนารมย์ร่วมสนับสนุนให้มีการยกเลิกการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดดังกล่าว เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและสิ่งสิ่งแวดล้อม โดยกำลังเจ้าหน้าที่ รพ.สต. และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จะเข้าให้ความรู้แก่ประชาชน เพื่อให้เลิกใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดดังกล่าว เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของโรคต่างๆที่รุนแรงตามมามากมายและให้มีความรู้ในการป้องกันตนเองจากสารเคมีอื่นๆ ที่จะปนเปื้อนเข้าสู่ร่างกายของประชาชนต่อไป รวมทั้งจะทำโครงการสุ่มตรวจเจาะเลือดคัดกรองประชาชนหาสารเคมีในเลือด เพื่อเฝ้าระวังรักษาต่อไป"นายแพทย์บรรเจิด กล่าว