“เจ๊ตุ่น” ผู้ประกอบการส่งออกผลไม้ไทย-ลาว ไม่ยอมเคลียร์ หลังถูกกลุ่มคนอ้างเป็นตำรวจสืบสวน รีดเงิน 4 แสน ยืนยันแจ้ง 4 ข้อหาหนัก
วันที่ 24 ก.ค. 2563 ที่ผ่านมา ณ สภ.เมืองหนองคาย นางเเก้วคูณเฮือน ไชยไกร ชาวลาว อายุ 47 ปี เจ้าของกิจการขนส่งผลไม้ส่งขาย สปป.ลาว (บริษัท เเสงสว่างพาณิชย์ “ชื่อภาษาไทย” หรือ บริษัท เเก้วคูณเฮือน “ชื่อภาษาลาว”) ได้เข้าแจ้งความร้องร้องทุกข์ กับ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองหนองคาย เพื่อกล่าวโทษ กับกลุ่มคนที่อ้างตัวว่าเป็นชุดจับกุมมาจากตำรวจภูธรภาค 4 จ.ขอนแก่น ซึ่งคนขับรถส่งผลไม้ของตน จำนวน 4 คน และรถบรรทุกผลไม้ จำนวน 4 คัน ได้ถูกจับกุมและถูกตรวจยึดเมื่อวันเสาร์ที่ 18 ก.ค.63 ที่ผ่านมา ตั้งแต่เวลา 07.30 – 21.00 น. จนผลไม้ที่บรรทุกมาได้รับความเสียหาย
นางเเก้วคูณเฮือน กล่าวว่า สำหรับการเดินทางมาในครั้งนี้ เพื่อเข้ามาแจ้งความดำเนินคดีเอาผิดกับกลุ่มบุคคลที่อ้างตัวว่าเป็นตำรวจชุดสายสืบ ภาค 4 จังหวัดขอนแก่น ที่จับกุมและตรวจยึดรถบรรทุก ผลไม้ของตนจำนวน 4 คนและรถบรรทุกอีก 4 คัน ซึ่งกลุ่มบุคคลดังกล่าวอ้างว่าคนขับรถและรถยนต์ที่นำมาบรรทุกผลไม้นั้นผิดกฎหมาย จากนั้นได้เจรจาขอเงินค่าปรับกับตน จำนวน 400 ,000 บาท แต่ตนไม่มีให้และขอลดค่าปรับ จำนวน 50,000 บาท แต่กลุ่มบุคคลดังกล่าวไม่ยอม จึงได้ทำการตรวจยึดรถของตนไว้และจับกุมคนขับรถของตนกักขังไว้ที่ สภ.เมืองหนองคาย 2 วัน และส่งตัวฝากขังที่เรือนจำจังหวัดหนองคายอีก 4 วันรวม 6 วัน
ส่วนการเดินทางมาพบเจ้าพนักงานสอบสวน เมื่อวันที่ 21 ก.ค.63 ที่ผ่านมานั้น เจ้าพนักงานสอบสวนได้ให้ตนไปเรียบเรียงข้อมูลคำกล่าวโทษร้องทุกข์ ให้ละเอียดครบถ้วน พร้อมนัดวัน เวลาที่สะดวก แล้วจึงเดินทางมาแจ้งความเอาผิดอีกครั้ง ดังนั้นตนจึงเดินทางมาในวันนี้ ตลอดระยะเวลากว่า 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการประสานงานจากกลุ่มบุคคลดังกล่าวเพื่อเจรจาต่อรองค่าเสียหาย โดยจะยอมชดใช้ความเสียหายให้กับตนเป็นจำนวนเงิน 200,000 บาท แต่ตนยังไม่ได้ตอบตกลงอะไรทั้งสิ้น เพราะมูลค่าความเสียหายของสินค้าซึ่งเป็นผลไม้ มีมูลค่าความเสียหาย จำนวนกว่า 200,000 บาทแล้ว ยังไม่รวมถึงการไถ่ถอนรถ จำนวน 4 คัน ๆ ละ 200,000 บาท รวมเป็นเงิน 800,000 บาท ซึ่งตนก็ไม่มีปัญญา ไถ่ถอน อีกทั้งตนก็ได้นำเงินไปประกันตัวลูกน้องซึ่งเป็นคนขับรถ จำนวน 4 คน ๆ ละ 100,000 บาท รวมเป็นเงิน 400,000 บาท หรือรวมเป็นเงินค่าเสียหายทั้งหมดราว 1,400,000 บาท แล้วจะมาต่อรองชดเชยค่าเสียหาย 200,000 บาท ตนคิดว่าไม่สมเหตุสมผล
การเดินทางมาที่ สภ.เมืองหนองคายในครั้งนี้ ก็เพื่อที่จะมาทวงความยุติธรรม เพราะก่อนหน้านี้ทางตนได้ขอต่อรองกับพวกเขาแล้ว แต่ทางเขาไม่ยอมต่อรองกับตน ในครั้งนี้ก็เช่นเดียวกันตนก็จะไม่ยอมต่อรอง ไม่ไกล่เกลี่ย กับกลุ่มบุคคลดังกล่าวแล้ว จึงต้องการแจ้งความดำเนินคดีเอาผิดกับกลุ่มบุคคลดังกล่าวใน 4 ข้อหา ได้แก่ ข้อหากรรโชกทรัพย์, ข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยว, ข้อหาทําให้เสียทรัพย์ และข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ทางด้านนายธวัชชัย กงเพชร ผู้บังคับกองร้อยอาสารักษาดินแดนจังหวัดหนองคาย ในฐานะเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชา ให้นำสมาชิกกองร้อยอาสารักษาดินแดนจังหวัดหนองคายจำนวนหนึ่ง เดินทางไปยังโกดังและบ้านพักของผู้เสียหาย เพื่อสอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และจัดส่งเจ้าหน้าที่มารักษาความปลอดภัย และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นางแก้วคูณเฮือน และจะรายงานเหตุการณ์ข้อเท็จจริงให้ผู้บังคับบัญชาได้รับทราบตามลำดับต่อไป
ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ศุลกากรหนองคาย ได้อำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการทุกราย ที่รับซื้อสินค้าเกษตรจากประเทศไทย ไปขายยังประเทศลาว เพราะได้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเข้าประเทศไทยปีละหลายร้อยล้านบาท และถือว่าผู้ประกอบการเหล่านี้นำเงินเข้าประเทศจำนวนมาก ขณะเดียวกันผู้ประกอบการขนส่งผลไม้ข้ามไป สปป.ลาว ไม่เคยพบการกระทำความผิดทางกฎหมาย เพราะมีการตรวจสอบรถบรรทุกทุกคันที่ขนสินค้า มีขั้นตอนการตรวจสอบที่เข้มงวด ไม่ให้มีสิ่งของผิดกฎหมาย ทั้งฝั่งประเทศไทย และ ฝั่ง สปป.ลาว จึงเป็นเรื่องน่าสนใจว่าการจับกุมผู้ประกอบการในครั้งนี้จะส่งผลกระทบไปถึง สปป.ลาว เรื่องความเชื่อมั่นในการค้า การลงทุน หรือไม่.