ชาวทับกวางยื่นหนังสือถึงผู้ว่าฯ สระบุรีคัดค้านสร้างโรงงานกำจัดกากขยะอุตสาหกรรม
วันที่ 20 มีนาคม 2566 ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า ที่บริเวณใต้ทางด่วนมอเตอร์เวย์ บางปะอิน-โคราช อยู่ระหว่าง (ก่อสร้าง) ท้องที่หมู่ 3 ตำบลทับกวาง อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ชาวบ้านประมาณ 300 คน พากันมารวมตัวถือป้าย ขึ้นรถส่วนตัว (ปิคอัพ-เก๋ง) ยาวเหยียดหลายสิบคัน เพื่อเดินทางพากันเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนขอความช่วยเหลือจาก นายผล ดำธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี ณ.ศูนย์ราชการจังหวัดสระบุรี คัดค้าน กรณีที่มี โรงงานกำจัดขยะ(กากอุตสาหกรรม) เข้ามาก่อตั้งในพื้นที่ ตำบลทับกวาง โดยมีผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเอื้อประโยชน์ให้กับ นายทุนผู้ประกอบการ ด้วยการแก้ไขเทศบัญญัติผังเมืองใหม่จาก เดิมสีเขียว เป็นสีม่วง เพื่อให้ผู้ประกอบการตั้งโรงงานได้ ซึ่งชาวบ้านในตำบลทับกวาง ทุกหมู่บ้านที่มีประชากรรวมเกือบ 5,000 คน หวั่นเกรงว่าจะได้รับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากโรงงาน โดยเฉพาะสถานที่ตั้งโรงงาน อยู่ใกล้โรงเรียน และวัด
ทั้งนี้ที่ศูนย์ราชการจังหวัดสระบุรี เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ป้องกันจังหวัด ตำรวจภูธรเมืองสระบุรี และ อส. ได้คอยอำนวยความสะดวกจัดสถานที่ชั้นล่างหอประชุม ศูนย์ราชการให้พักผ่อน โดยมีแกนนำอภิปรายผ่านรถขยายเสียงคัดค้าน โรงงานกำจัดกากขยะ อุตสาหกรรม พร้อมกล่าวว่า จังหวัดสระบุรี ไม่ใช่ขยะบุรี ตามที่เคยมีการก่อตั้งสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านอยู่ก่อนแล้ว และไม่สามารถแก้ไขได้ เพราะฉะนั้นชาวทับกวางจึง ไม่ต้องการโรงงานกำจัดขยะ โรงงานควรไปตั้งในเขตนิคมอุตสาหกรรม ให้เป็นที่เป็นทางมีศูนย์รวมความปลอดภัยน่าจะถูกต้องกว่า
ต่อมา นายผล ดำธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีได้ให้เจ้าหน้าที่เชิญนายปู แตงอ่อน สมาชิกสภาเทศบาลตำบลทับกวาง พร้อมตัวแทนชาวบ้าน รวม 10 คน ขึ้นไปพบ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี นายนพดล ชีวะอิสระกุล อุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรี นายปิยพงษ์ บุญส่ง นายอำเภอแก่งคอย นางสาวกาญณ์ชนิษฐา เอกแสงศรี ท้องถิ่น จังหวัดสระบุรี โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดสระบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมรับฟังข้อร้องเรียนจากชาวบ้าน บนห้องประชุมชั้น 4 ของศูนย์ราชการฯ หลังรับฟังข้อมูลต่างๆจากชาวบ้านแล้ว
โดย นายผล ได้สั่งการให้ ท้องถิ่นจังหวัดสระบุรี ตั้งคณะกรรมการเข้าตรวจสอบ การดำเนินการเปลี่ยนแปลงเทศบัญญัติผังเมือง ของเทศบาลเมืองทับกวางว่าได้ ดำเนินการผ่านขั้นตอนของกฎหมายหรือไม่ และให้โยธาธิการและผังเมือง ลงพื้นที่ตรวจสอบการดำเนินการก่อสร้างโรงงานปัจจุบันกำลังมีการ ปรับคันดินโดยรอบพื้นที่ก่อสร้างฯว่าได้ดำเนินการขออนุญาตถูกต้องหรือไม่ โดยให้เวลา 15 วัน จากนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี ได้ลงมารับหนังสือคัดค้าน พร้อมลายชื่อชาวบ้านจำนวน 1,200 คน ซึ่งรออยู่ด้านล่าง ที่ร่วมกันคัดค้านการก่อสร้างโรงงานขยะฯในครั้งนี้
สำหรับการคัดค้านของชาวบ้านทับกวางในครั้งนี้ เมื่อค่ำ วันที่ 12 มีนาคม 2566 ชาวบ้าน ตำบลทับกวาง กว่า 1,200 คน รวมตัวกันที่ใต้ทางด่วนมอเตอร์เวย์ บางปะอิน-แก่งคอย เพื่อคัดค้านการก่อตั้งโรงงานกำจัดกากขยะอุตสาหกรรม มาครั้งหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงได้รวมตัวกันมายื่นคัดค้านกับ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี ให้ช่วยเหลือดังกล่าว
ขณะที่ นายปู แตงอ่อน แกนนำชาวบ้าน กล่าวว่า ชาวตำบลทับกวาง ได้รวมตัวกันเพื่อที่จะไปยื่นหนังสือการคัดค้านการก่อสร้างโรงงาน 106 ประเภทที่ 3 ที่จะมีการก่อสร้างในตำบลทับกวาง โดยจะนำหนังสือไปยื่นต่อ ผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อให้ทางจังหวัดได้ลงมาตรวจสอบ และเข้ามาดูพื้นที่ว่าโรงงานนี้ที่เกิดขึ้นเป็นโรงงานอะไรกันแน่ เพื่อให้ทางจังหวัดช่วยยืนยัน ว่าโรงงานที่คัดค้านเป็นโรงงาน 106 คือโรงงานกัดขยะหรือไม่ ซึ่งทางชาวบ้านได้ไปยื่นหนังสือกับทางอุตสาหกรรมจังหวัดมาแล้ว
ซึ่งทางอุตสาหกรรมจังหวัด ได้ชี้แจงว่า โรงงานยังไม่มีการยื่นขออนุญาต ใบ รง.4 หรือใบอนุญาตดำเนิน เกี่ยวกับงานเกี่ยวกับกิจการโรงงาน 106 ซึ่งก็เป็นการดีที่ทางชาวบ้านได้ยื่นหนังสือไว้ก่อน เพราะจะได้มีข้อขัดแย้งกับโรงงานว่ามีคนมาคัดค้านรอไว้แล้ว และขณะนี้ทางโรงงานก็ยังมีการดำเนินการก่อสร้างอยู่ เนื่องจากว่าทางเทศบาลได้เซ็น ใบอนุญาตการก่อสร้างโรงงานไปแล้ว
อีกทั้งทางโรงงานก็ยังไม่หยุดการก่อสร้าง จึงได้รวมตัวกันมายื่นหนังสื่อต่อผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อที่จะสั่งระงับการก่อสร้าง เพื่อทำการเจรจาหรือหาข้อตกลงกัน ซึ่งอยากให้ทางผู้ใหญ่เห็นความสำคัญของชุมชนหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งถ้าโรงงานเกิดขึ้นได้จะมี 3-4 ชุมชนที่ได้รับผลกระทบ
พร้อมกันนี้ นายปู ยังกล่าวเสริมว่า ในส่วนผู้ที่ได้รับผลกระทบ คงจะบอกไม่ได้เป็นจำนวนตรงๆ แต่ประชากรในตำบลทับกวาง15,000 คน มีบ้านอยู่ 10,000 กว่าครัวเรือน ผู้ที่ได้รับผลกระทบแน่ๆ ก็จะเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ใน หมู่ที่ 1 3 6 7 และหมู่ที่ 10 ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ใช้น้ำในลำคลองเดียวกัน ถ้าเกิดมีสารไหลลงน้ำ หู่บ้านที่ได้รับผลกระทบ ก็จะมีด้วยกัน 5 หมู่ และรอบๆ โรงงานอีก 2-3 หมู่ ที่จะได้รับผลกระทบจากฝุ่นละออง ควัน ซึ่งเกิดจากการเผาไหม้ และตามเส้นจราจรอีก 2 หมู่บ้านที่จะต้องมีการขนขยะเข้าออกก็จะทำให้เดือดร้อนกับประชากรในกลุ่มนี้อีก ซึ่งประชาการที่ได้รับผลกระทบแน่ๆ น่าจะไม่ต่ำกว่า 5-6 พันคน และไม่ต่ำ 3-4 พันครัวเรือน