“สุวัจน์” ชพน. ประชุมใหญ่สามัญที่โคราช ลั่นขอรีเทิรน์กลับมาอีกครั้ง สานต่อนโยบาย “น้าชาติ” เปิดประตูอีสานสู่อินโดจีน เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า ภาค 2
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 10 ธันวาคม ที่โรงแรมแคนทารี่ อ.เมือง จ.นครราชสีมา พรรคชาติพัฒนา (ชพน.) นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานที่ปรึกษา ชพน. เป็นประธานเปิดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2564 โดยมีนายเทวัญ ลิปตพัลลภ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้า ชพน. พร้อมนายวัชรพล โตมรศักดิ์ เลขาธิการ ชพน. และที่ปรึกษา ชพน. ประกอบด้วยนายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล อดีต รมว.อุตสาหกรรม นายสุเมธ ศรีพงษ์ อดีต สว.นครราชสีมา พันเอกวินัย สมพงษ์ อดีต รมว.คมนาคม นายประเสริฐ บุญชัยสุข อดีต รมว.อุตสาหกรรมในฐานะนายกเทศมนตรีนคร (ทน.) นครราชสีมา ผู้บริหารและสมาชิกสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ผู้นำชุมชนและสมาชิกสาขาเขต จ.นครราชสีมา จำนวน 290 คน รับฟังการชี้แจงสถานการณ์เศรษฐกิจการเมืองและบทบาทที่ผ่านมา การลงคะแนนเลือกตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครเพื่อเตรียมพร้อมรับการเลือกตั้ง
นายวัชรพล เลขาธิการ ชพน. เปิดเผยว่า รอบปีที่ผ่านมา ชพน.ได้ดำเนินกิจกรรมร่วมกับประชาชนในการพัฒนาประเทศและแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการพัฒนาวัตถุกับจิตใจและความอยู่เย็นเป็นสุขของประชาชน เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 การควบคุมและการป้องกันให้ประสบผลสำเร็จ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างจริงจังจากทุกภาคส่วน ชพน.ริเริ่มแสวงหาความร่วมมือในหมู่ประชาคมและจัดตั้ง “ศูนย์คนโคราชรักจริงไม่ทิ้งกัน รวมใจสู้ภัยโควิด-19” เพื่อระดมทุนทรัพย์ภายในกรอบวงเงินที่กฎหมายกำหนด ดำเนินจัดหาหน้ากากผ้าและแอลกอฮอล์ล้างมือแจกจ่ายให้ประชาชนคู่ขนานดำเนินการจัดตั้งจิตอาสาหน่วยฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคเคลื่อนที่ออกให้บริการตามสถานที่ต่างๆ รวมทั้งช่วยเหลือเยียวยาโดยจัดหาอาหารกล่องและถุงยังชีพแจกจ่ายให้ผู้ยากไร้และจัดหน่วยบริการอาหารเคลื่อนที่ (Food Truck) ออกให้บริการในชุมชน
นายสุวัจน์ ประธานที่ปรึกษา ชพน. กล่าวว่า ชพน.มีความเป็นห่วงและกังวลปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ผลกระทบจากวิกฤตโควิด เป็นเวลากว่า 2 ปี รัฐบาลได้กู้เงิน 2,4 ล้านล้านบาท มาใช้จ่ายบริหารประเทศ ทำให้จีดีพีติดลบในรอบ 7 ปี และมูลค่าทางเศรษฐกิจได้รับความเสียหายอย่างมาก นักท่องเที่ยวต่างชาติ 40 ล้านคน รวมทั้งการลงทุนไม่เหมือนเดิม ทำให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะเอสเอ็มอีได้รับความเดือดร้อน เกิดการว่างงาน 8 แสนคน ขณะนี้สถานการณ์โควิดในประเทศเริ่มดีขึ้น หากรัฐบาลสามารถรักษาเสถียรภาพให้มีความนิ่งและมั่นคงจะช่วยส่งเสริมความมั่นใจให้นักท่องเที่ยว นักธุรกิจ นักลงทุนนำไปสู่การเปิดประเทศได้ สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมคือประชาชนได้ฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ตามเป้าหมายครอบคลุม 100 ล้านโดส คาดสถานการณ์เศรษฐกิจหลังปีใหม่จะเริ่มฟื้นฟูกลับมาและมีความกระเตื้อง โดยทุกภาคส่วนโดยเฉพาะภาครัฐต้องกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง ให้เศรษฐกิจภายในประเทศกลับมาคึกคัก
สิ่งสำหรับอันดับแรกต้องแก้ไขหลังมีการเลือกตั้งคือการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ กรณีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ โดยใบแรกเลือก ส.ส. ใบที่สองเลือกพรรคที่ชอบ ทำให้ยุทธศาสตร์การหาเสียงต้องเปลี่ยนแปลง ประชาชนสนใจเรื่องนโยบายพรรคและผู้ใดที่เข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ดังนั้น ชพน.ต้องเตรียมพร้อมด้านนโยบายเน้นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะแผนพัฒนาเศรษฐกิจในภาคอีสาน ซึ่งมีสินค้าการเกษตรที่อุดมสมบูรณ์ จึงต้องมีแนวทางพัฒนาเป็นเมืองอุตสาหกรรมสมัยใหม่ พัฒนาสินค้าเกษตรด้วยเทคโนโลยีตามแนวทาง New Economy หรือเศรษฐกิจยุคใหม่เป็นสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกลายเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญของโลกมุ่งหวังให้ไทยเป็นครัวโลก สร้างเมืองโคราชให้เป็นประตูสู่อีสานที่เปี่ยมศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐาน คมนาคมสะดวกสบายเชื่อมต่อภูมิภาคอื่นทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ถือเป็นการ “เปิดประตูอีสานสู่อินโดจีน เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า ภาค 2”
อดีตที่ผ่านมา ชพน.เคยมี ส.ส.มากถึง 60 เสียง ปัจจุบันมีเพียง 4 เสียง เป็นพรรคขนาดเล็กกว่าเดิม ดังนั้นเป้าหมายขอให้มีจำนวน ส.ส.มากเหมือนเดิม ชพน. ต้องคัมแบคสืบทอดเจตนารมณ์และตำนานของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรีที่เคยสร้างผลงานไว้ นอกจากนี้สิ่งที่ ชพน.มีคือการเป็นพรรคการเมืองที่ไม่ขัดแย้งกับฝ่ายใด ซึ่งเป็นอุปสรรคการพัฒนาประเทศ หากมีความสามัคคีไม่มีความขัดแย้งเป็นหนึ่งเดียวกันจะทำให้ประเทศมีพลัง หลังการเลือกตั้งนักการเมืองต้องลดความขัดแย้งและร่วมมือกันแก้ไขปัญหาของประเทศ ชพน.ต้องตอกเสาเข็มไว้ที่โคราชให้ได้ ซึ่งโคราชถือเป็นเรือนตาย จึงขอรีเทิร์นกลับมาเป็นตัวแทนของชาวโคราช ทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนร่วม จึงต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธการหาเสียงนำเสนอนโยบายให้สอดรับกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแลงรวดเร็ว ทั้งนี้เลือกตั้งครั้งล่าสุด ชพน.ได้รับการตอบรับน้อยกว่าในอดีต เราต้องถอดบทเรียนโดยปรับปรุงพัฒนาแนวทางการหาเสียง นำเสนอนโยบายให้ตรงใจความต้องการประชาชนให้มากกว่าเดิม ถือเป็นประสบการณ์ที่ต้องแก้ไข