แรงงานบุรีรัมย์หนีสงครามอิสราเอลแห่ยื่นคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือต่อเนื่องกว่า 50 ราย  

ภูมิภาค24 ต.ค. 2566 • 09:26 น.
แรงงานบุรีรัมย์หนีสงครามอิสราเอลแห่ยื่นคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือต่อเนื่องกว่า 50 ราย  

แรงงานบุรีรัมย์ที่หนีภัยสงครามจากอิสราเอลกลับภูมิลำเนา  แห่นำเอกสารหลักฐานเข้ายื่นคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือที่แรงงานและจัดหางานจังหวัดต่อเนื่องรวมกว่า 50 ราย   หลายคนรอไม่ไหวยอมซื้อตั๋วกลับเองหลังสถานการณ์รุนแรง นอนผวาจากเสียงระเบิดทุกคืนหวั่นไม่ปลอดภัย  ขณะผู้เสียชีวิต 3 รายยังรอพิสูจน์อัตลักษณ์

วันที่ 24 ต.ค.66 ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า แรงงานจากหลายอำเภอในจังหวัดบุรีรัมย์ ที่หนีภัยสงครามจากอิสราเอลกลับมายังภูมิลำเนา ได้แห่นำเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ทั้งพาสปอาร์ตหรือบัตรประชาชนยืนยันตัวตน  , เอกสารที่นายจ้างอิสราเอลเซ็นรับรองให้  รวมทั้งต้นขั้วตั๋วเครื่องบิน เข้ายื่นคำร้องที่สำนักงานจัดหางานจังหวัด รวมทั้งศูนย์ช่วยเหลือแรงงานและติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในประเทศอิสราเอล สำนักงานแรงงานจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อขอรับเงินช่วยเหลือและสิทธิประโยชน์ต่างๆ รวมถึงเงินสงเคราะห์จากกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ

ซึ่งขณะนี้มีแรงงานเข้ามายื่นคำร้องแล้วกว่า 50 ราย  จากจำนวนแรงงานที่เดินทางกลับมาถึงภูมิลำเนาแล้วกว่า 70 ราย   ส่วนแรงงานที่มีรายชื่อเสียชีวิต 3 รายนั้น  ยังอยู่ระหว่างรอการพิสูจน์อัตลักษณ์ของทางการอิสราเอล ก่อนจะส่งศพกลับไทยเพื่อให้ญาตินำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนา

โดย นางนิธิอร บุญญานุสิทธิ์ จัดหางานจังหวัดบุรีรัมย์  กล่าวว่า   ช่วงนี้ได้มีแรงงานที่กลับจากอิสราเอลเดินทางมายื่นคำร้องที่จัดหางาน และแรงงานจังหวัดอย่างต่อเนื่อง  เพื่อรอรับเงินช่วยเหลือจากทั้งรัฐบาลไทย และรัฐบาลอิสราเอล  โดยแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากภัยสู้รบดังกล่าว  จะได้รับเงินสงเคราะห์จากกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ  15,000 บาท กรณีพิการ 15,000 บาท ทุพพลภาพ 30,000บาท เสียชีวิต 40,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายการจัดการศพในต่างประเทศ จ่ายตามจริง ไม่เกิน 40,000 บาท  นอกจากนี้แรงงานที่ไปทำงานอย่างถูกกฎหมาย ตามที่รัฐบาลไทยทำ MOU ร่วมกับรัฐบาลอิสราเอล จะได้รับเงินสงเคราะห์จากทางการอิสราเอลอีกจำนวนหนึ่งทั้งเงินก้อนและรายเดือน  กรณีแรงงานที่ทำงานครบสัญญาจ้าง 1 ปีขึ้นไป ก็จะได้รับเงินปิซูอิมหรือเลิกจ้าง ตามเหรดค่าจ้าง 1 เดือนด้วย  และหากรายใดยังมีค่าจ้างค้างจ่ายก็จะประสานติดตามให้   จึงประชาสัมพันธ์ให้ให้แรงงาน  ที่กลับมาถึงภูมิลำเนาแล้วรีบมายื่นคำร้อง   เพื่อรักษาสิทธิ์ประโยชน์ของตัวเอง 

ด้านนายบรรจง    อายุ 44 ปี แรงงานชาว  อ.พุทไธสง จ.บุรีรัมย์ หนึ่งในแรงงานที่มายื่นคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือตามสิทธิ์  บอกว่า  ไปทำงานที่อิสราเอลได้ 5 ปีกว่าแล้ว  แต่นายจ้างให้ต่อสัญญาอีกจึงตัดสินใจจะทำงานต่อ  เพราะยังมีภาระที่ต้องส่งเสียครอบครัวทั้งพ่อแม่  ภรรยา และลูกอีก 2 คน เมื่อก่อนทำงานที่ไทยได้ค่าแรงเดือนละ 15,000 บาท ไม่เพียงพอ  แต่ทำงานที่อิสราเอลได้เดือนละ 5 – 6 หมื่นบาท  ก็ส่งมาจุนเจือครอบครัวได้  แต่ที่ตัดสินใจเดินทางกลับเพราะมีเหตุการณ์สู้รบกัน  ซึ่งตนได้ลงทะเบียนไว้แล้วแต่มีจำนวนแรงงานไทยที่ประสงค์จะกลับมากถึง 7 พันคน และไม่รู้เมื่อไหร่จะถึงคิวของตัวเอง เพราะทราบว่ารัฐช่วยกลับได้แค่วันละ 200 – 400 คนเท่านั้น  ทำให้ตนต้องรออยู่ที่ทำงานซึ่งก็ได้ยินเสียงระเบิดนอนผวาทุกคืน   จึงตัดสินใจซื้อตั๋วเครื่องบินกลับเองเพราะสถานการณ์รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เกรงจะไม่ปลอดภัย   ถามว่าจะกลับไปทำงานอีกหรือไม่ก็ขอดูสถานการณ์ก่อน แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อก็อาจจะไปทำงานประเทศอื่นแทน