บุรีรัมย์ กรรมการกลุ่มออมทรัพย์ ถือป้ายร้องตรวจสอบนายกฯ ขายอุปกรณ์และฮุบที่กลุ่ม เจ้าตัวยันทำถูกต้องตาม กม.
คณะกรรมการและสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์การผลิตตำบลยายแย้มวัฒนา จ.บุรีรัมย์ ถือป้ายร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบนายกเทศมนตรี ขณะดำรงตำแหน่งประธานฯ แอบขายอุปกรณ์หาประโยชน์ส่วนตัวและฮุบเอาที่ดินกลุ่มเป็นของตัวเองยกให้ลูกทำเรื่องออกโฉนด ด้านนายกฯ ที่ถูกร้องแจงแค่ขายรถสิบล้อใช้หนี้ให้กลุ่ม แต่อุปกรณ์อื่นยังอยู่ครบ ส่วนที่ดินได้มาโดยถูกต้องตาม กม.
(22 พ.ย.66) คณะกรรมการและสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต ตำบลยายแย้มวัฒนา อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ ได้รวมตัวกันถือป้ายออกมาร้องเรียนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยกล่าวหาว่านายอภิสิทธิ์ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลยายแย้ม มีพฤติกรรมบริหารงานไม่โปร่งใสด้วยการแอบนำอุปกรณ์ต่างๆ ของกลุ่มฯ ไปขายโดยไม่แจ้งกรรมการและสมาชิก และได้ฮุบที่ดินที่ตั้งกลุ่มออมทรัพย์ เป็นของส่วนตัว ในขณะที่ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ใหญ่บ้านและเป็นประธานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต ทำให้กลุ่มได้รับความเสียหาย ที่ผ่านมาร้องหลายหน่วยงานแต่ยังไม่คืบหน้า
สอบถามนายเสถียร โจรนบัญดิฐ อายุ 66 ปี ตัวแทนสมาชิกกลุ่ม บอกว่า ปี พ.ศ 2535 ได้มีการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตหมู่ ที่ 1 ตำบลยายแย้มวัฒนา อำเภอเฉลิมพระเกียรติ โดยมีนายอภิสิทธิ์ วรศักดิ์กัญญา เป็นประธานกลุ่มสมัยนั้น ซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้ใหญ่บ้านด้วย โดยการจัดตั้งร่วมกันซื้อที่ดินว่างเปล่าแบบ สค. 1 เลขที่ 264/2 หมู่ 9 ตำบลถาวร อำเภอละหานทราย (ปัจจุบันเป็นตำบลยายแย้มวัฒนา อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ ) โดยที่ดินแปลงนี้เป็นของนายประกอบ พรหมโสฬส ซึ่งเสียชีวิตไปแล้วเมื่อปี 2549 ทางกลุ่มได้นำที่ดินแปลงนี้จัดตั้งเป็นกลุ่มออมทรัพย์ และทางกลุ่มได้ให้ร้านทวีกิจเช่าตั้งแต่ปี 2560
ต่อมา นายอภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นประธานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต ได้ให้นางงิ้ว ซึ่งเป็นภรรยาของนายประกอบ เซ็นซื้อขายที่ดินแปลงนี้โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ คิดว่าเซ็นขายที่ดินแปลงนี้ให้กับกลุ่มออมทรัพย์ แต่ไม่คิดว่านายอภิสิทธิ์ จะใช้สิทธิ์ตนเองเพื่อใช้ในการขอรังวัดทำ นส. 3 เป็นของตนเองโดยปัจจุบันได้ยกให้เป็นชื่อของลูกสาว ในวันที่ 28 มิถุนายน 2566 ที่ผ่านมา กรมที่ดินออกให้โดยอ้างว่าออกให้ตามมาตราประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 (ครอบครองเกิน 1 ปี สามารถออกโฉนดให้ได้เลย) ซึ่งที่ผ่านมาไม่ได้มีการสอบถามสมาชิกและคณะกรรมการกลุ่มแต่อย่างใดถือเป็นการกระทำโดยไม่โปร่งใส
ส่วนที่ดินแปลงนี้ การขอรังวัดสอบเขต ก็ไม่แจ้ง ให้กับเจ้าของที่ดินข้างเคียงทราบ อีกทั้งเจ้าของที่ดินข้างเคียงก็ไม่ได้ลงชื่อรับรองแต่ทำไมถึงออก นส. 3 ได้ เพราะรอบข้างได้คัดค้านการรังวัด อีกทั้ง ที่ดินตรงนี้เป็นทรัพย์สินของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตของตำบลยายแย้มวัฒนา และนายประกอบ เสียชีวิตเมื่อปี 2549 ทำไมมีการมาออกกำลังวัดได้ โดยที่คณะกรรมการกลุ่มออมทรัพย์ไม่รู้เรื่องเลย สำหรับห้างทวีกิจที่มาเช่าตั้งแต่ปี 2560 แต่ไม่เคยนำเงินปันผลหรือแจ้งสมาชิกให้ทราบเลย จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและนำที่ดินกลับมาเป็นของกรมออมทรัพย์เหมือนเดิม
นางกัญญาภัทร แก้วประเสริฐ บอกว่า ตนเป็นเจ้าของที่ดินแปลงที่อยู่ติดกันกับแปลงของออมทรัพย์ฯ ที่ผ่านมา ลูกสาวของนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลยายแย้ม ได้ยื่นคำร้องขอให้เจ้าหน้าที่ที่ดินออกมาทำการสอบรังวัด แนวเขตโดยไม่ได้แจ้งให้กับเจ้าของที่ดินแปลงอื่นที่อยู่ติดกันทราบ แต่ทำหนังสือมาแจ้งตนเพียงคนเดียว โดยเจ้าหน้าที่บอกว่าจะมาทำการรังวัด ในวันที่ 16 สิงหาคม 2566 ที่ผ่านมา แต่กลับมารับวัดวันที่ 15 โดยไม่บอกตน ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่โปร่งใส อีกทั้งยังมีการนำเครื่องจักรมาขุดตอม้อและเสารั้วของบ้านตนจนเกิดความเสียหาย จึงอยากให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วย
จากนั้นผู้สื่อข่าวได้ไปสอบถามนายอภิสิทธิ์ วรศักดิ์กัญญา ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็น นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลยายแย้มวัฒนา ซึ่งนายกฯ ได้พาผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปยังสถานที่ตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตที่มีการร้องเรียน พร้อมชี้ให้ดูว่า ทรัพย์สินยังอยู่ไม่ได้จำหน่ายตามที่มีการร้องเรียน พร้อมกับชี้แจงว่า กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตตำบลยายแย้มวัฒนา เริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2534 สมัยนั้นตนดำรงตำแหน่งเป็นผู้ใหญ่บ้าน และจดทะเบียนในปี 2535 ปี ต่อมาเมื่อปี 2537 ทางกลุ่มและสมาชิกเห็นว่ากลุ่มออมทรัพย์เริ่มมีความเติบโตต่อเนื่อง จึงประชุมกันว่าจะทำการสร้างปั๊มน้ำมันและให้บริการ น้ำมันเบนซินและน้ำมันโซล่า ซึ่งตอนนั้นก็ได้ผลการตอบรับที่ดี กลุ่มก็เก็บเงินได้ แต่ก็ยังขาดเงินอยู่จำนวนหนึ่ง จึงไปขอกู้เงินกับธนาคารออมสิน ได้เงินมา 500,000 บาท ก็นำมาลงทุนทำปั๊มน้ำมันเพิ่ม ต่อมาเริ่มมีสมาชิกถอนหุ้นออกไป กระทั่งปี 2547 กลุ่มออมทรัพย์เกิดขาดสภาพคล่องและล่ม
ตนในฐานะผู้ใหญ่บ้านและเป็นประธานกลุ่มขณะนั้น กลัวว่าถ้ายังทำต่อไปจะไม่มีเงินไปใช้หนี้ธนาคารฯ จึงได้พูดคุยกับสมาชิกฯ โดยสมาชิกกลุ่มบอกว่าถ้าล่มจริงๆ ก็จะต้องเอาของไปขายเพื่อจะได้เอาเงินไปใช้หนี้ธนาคารออมสิน ตอนนั้นจึงได้นำรถสิบล้อที่บรรทุกน้ำมันไปขาย ได้เงินมา 450,000 บาท และเอาเงินของกลุ่มเพิ่มอีก 50,000 บาท รวมเป็น 5 แสนบาท ไปใช้หนี้ธนาคารออมสินจนหมด
ส่วนพวกหัวจ่าย ตู้เย็น และอุปกรณ์การทำปั๊มน้ำมันที่บอกว่าตนเอาไปขายโดยพละการนั้นไม่เป็นความจริง ทั้งหมดยังอยู่ครบแม้แต่คลังน้ำมัน ก็ยังอยู่ที่เดิมก็ไม่ได้เอาไปไหน ซึ่งช่วงที่กลุ่มมีปัญหาหนี้สิน ตนก็ไม่เคยดึงคณะกรรมการฯ หรือสมาชิก เข้ามายุ่งเกี่ยว ก็เดินหน้าแก้ปัญหาหาเงินไปใช้หนี้และบริหารจัดการตรงนี้เพียงคนเดียว แต่ในทางกลับกันสมาชิกและคณะกรรมการ กลุ่มที่ออกมาร้องเรียนบางคนก็ยังติดหนี้กลุ่มออมทรัพย์อยู่ทุกวันนี้ก็ยังไม่ใช้หนี้ ก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้ออกมาถือป้ายร้องเรียน
ส่วนเรื่องที่ดินตนก็ได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมายตามคำสั่งศาล ต่อมาก็มอบให้กับลูกสาวครอบครอง และทำกินในที่ดินแปลงนี้ ส่วนห้างทวีกิจที่เขามาเช่าเขาก็เช่ากับลูกสาวของตน ส่วนเรื่องการยื่นเรื่องขอรังวัดสอบเขตเพื่อขอออกโฉนด ก็ดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมายซึ่งทำอย่างถูกต้อง