แม่และลูกสาววัย 13 ติดตามคดีกับอัยการชี้ไม่ได้ล่าช้า แต่ผู้เสียหายไม่เข้าใจกระบวนการทำงาน
จากกรณีหนุ่มอุดรวัย 30 ปีลวงเด็ก 13 ปีไปขืนใจทั้งในบ้านพักตัวเองและบ้านพักของเด็กหญิง แถมยังขืนใจต่อหน้าเด็ก 2 ขวบด้วย ล่าสุดวันนี้แม่และเด็กหญิงเดินทางเข้าพบอัยการจ.อุดรธานี เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดี ขณะที่อัยการชี้แจงคดีไม่ได้ล่าช้า และผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้มีญาติเป็นอัยการไม่มีอยู่จริง
วันที่ 25 มี.ค.67 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีนางแคท อายุ 31 ปี ชาวอ.เพ็ญ จ.อุดรธานี พาลูกสาววัย 13 ปี ร้องเรียนถูกหนุ่มวัย 30 ปี ทำงานด้านเด็กและสตรี อยู่ที่สำนักงานในศาลากลางจงอุดรธานี (พมจ.อุดรธานี) ลวงไปขืนใจในบ้านพักตัวเองและบ้านของเด็กหญิงถึง 2 ครั้ง แม้จะมีการพูดคุยไกล่เกลี่ยไม่อยากให้มายุ่งและชดใช้ค่าเสียหายให้แล้ว 70,000 บาท แต่หนุ่มคนนี้ยังแอบติดต่อกับลูกสาว จนต้องไปแจ้งความดำเนินคดี แต่ผ่านมาเกือบปีคดียังไม่คืบหน้า เพราะหนุ่มคนนี้ท้าให้ไปแจ้งความและไม่กลัวเพราะมีญาติเป็นอัยการจังหวัด
ล่าสุดคุณแม่และลูกสาววัย 13 ปีได้เดินทางไปที่สำนักงานอัยการจ.อุดรธานี เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดี โดยมี พ.ต.นพดล ไตลังคะ อัยการ จ.อุดรธานี นายจักรินทร์ เพิ่มสุข อัยการเจ้าของสำนวน ออกมารับเรื่องขอความเป็นธรรมเอง
หลังเข้าพบนายภาณุมาศ จิตวศินกุล เจ้าของเพจเฮียเปี๊ยกช่วยด้วย เปิดเผยว่า จากการเข้าพบท่านอัยการจังหวัดได้ข้อมูลว่า คดีนี้ไม่ได้ล่าช้าแต่อาจเป็นเพราะทางผู้เสียหายไม่เข้าใจถึงระบบและกระบวนการอัยการว่ามีขั้นตอนอย่างไร สำหรับคดีนี้จากการพูดคุยได้ข้อมูลว่า มีอัยการ 3 ท่าน พิจารณาสำนวนเพื่อส่งฟ้อง ทั้งนี้คดีนี้ยังติดขัดอยู่บางส่วน เพราะผู้ต้องหาให้การปฏิเสธในกรรมสุดท้าย ว่าไม่ได้ทำ จนต้องหารวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม
อย่างไรก็ดีทางอัยการจะมีการสอบสวนทั้งสองฝ่ายเพิ่มอีกครั้งเพื่อให้สำนวนรัดกุม โดยคดีนี้ทางอัยการรับปากว่าจะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาให้ถึงที่สุด แม้ทางผู้ถูกกล่าวหาจะทำงานเกี่ยวกับทางราชการ ซึ่งหลังจากพูดคุยทางแม่ก็เข้าใจและสบายใจว่าจะได้รับความเป็นธรรม สำหรับผู้ก่อเหตุนั้นจากการตรวจสอบทำงานที่ศาลากลางจริงที่อยู่หน่วยงาน พม. โดยเป็นเพียงพนักงานจ้าง กรณีที่ถูกข่มขู่ว่ามีญาติอัยการนั้นจากการตรวจสอบแล้วอัยการที่เขาอ้างเป็นญาตินั้นไม่มีอยู่จริง