สตูล เตรียมยื่นหนังสือ 3 หน่วยงานผ่าน รมต. DSI และสนง.ตำรวจแห่งชาติ ตรวจสอบการครอบครองที่ดินเกาะหลีเป๊ะ และหาดปากบารา
สตูลเครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูลเตรียมยื่นหนังสือ 3 หน่วยผ่าน รมต. DSI และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจสอบการครอบครองที่ดินเกาะหลีเป๊ะ และหาดปากบารา ขณะที่วันนี้ “รมต.อนุชา”ลงดูข้อเท็จจริงข้อพิพาทปัญหาชาวเลเกาะหลีเป๊ะ
ความหวังของชาวเลเกาะหลีเป๊ะเริ่มขึ้นอีกครั้ง หลังเรียกร้องให้มีการเปิดเส้นทางสาธารณะ หลังต่อสู้มานานกว่า 20 วันโดยในวันนี้นายอนุชา นาคาสัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีมีแผนจะลงเกาะหลีเปะและหารือทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหากรณีเกิดข้อพิพาทที่ดินสาธารณะ
หลังเมื่อวานนี้ชาวเลเกาะหลีเป๊ะได้แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการนำเรือหัวโทง 40 ลำ ปิดป้ายขอให้มีการเปิดเส้นทางสาธารณะ และให้หลายฝ่ายเกี่ยวข้องลงมาช่วยแก้ปัญหาและความไม่สบายใจของชาวเล โดยยืนยันว่าที่ใช้เป็นเส้นทางเดินสาธารณะใช้มาตั้งแต่บรรพบุรุษเป็นเส้นทางเดิมใช้ลงทะเลไปออกเรือประมง และไปสถานีอนามัย รวมทั้งไปยังสุสานของชาวเล
ปัญหายิ่งบานปลาย เมื่อเด็กนักเรียนออกมาเรียกร้องสิทธิของตนเองและขัดขวางไม่ให้มีการทำกำแพงปิดกั้น เพราะตนต้องปีนบ้างก็มุดกำแพงเข้ามาเรียน อีกทั้งขณะนี้พบมีการดำเนินคดีชาวเลในการขับไล่ที่ดินไม่น้อยกว่า 20 รายที่เป็นปัญหาคาราคาซัง ทั้งที่พวกเขาน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของเกาะหลีเป๊ะแต่ดูเหมือนจะเป็นส่วนเกิน
นายสมบูรณ์ คำแหง เครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล กล่าวว่า หลังลงร่วมติดตามพบว่า ประเด็นที่ก่อนหลีเป๊ะเป็นปัญหาคาราคาซัง วางปัญหาการแก้ไขเกาะหลีเป๊ะไว้ 2-3 ข้อสิ่งที่พบพี่น้องชาวเลถูกคดีขับไล่ถูกฟ้อง 20 ถึง 30 รายที่ยังคาราคาซังกันอยู่ ทางรัฐบาลเองคงต้องเข้ามาช่วยแก้ไข ระยะปานกลางคงต้องเข้ามาดูเรื่องการใช้ที่ดินคนเกาะหลีเป๊ะและมาไล่เรียงว่าเอกสารสิทธิ์ที่มีอยู่มีอยู่จำนวนเท่าไหร่ ที่มาที่ไปเป็นอย่างไร แล้วเรื่องนี้คงต้องโยงไปถึงการตรวจสอบในระยะยาวด้วย เจ้าของที่อ้างกรรมสิทธิ์หากดูในปัจจุบันเหมือนว่าจะถูกต้องต้องไปย้อนดูประวัติศาสตร์ของการให้กรรมสิทธิ์ซึ่งปัจจุบันก็เป็นนส 3 ก เดิมทีข้อสังเกตของชาวบ้านที่มีการใช้สค. 1 ที่มีการออกในปี 2498 น่าจะมีพื้นที่เพิ่มมาหรือสค. 1 บวม ตามที่อ้างว่าประมาณ 50 กว่าไร่ จากนส 3 เป็น 80 กว่าไร่
พร้อมเห็นว่าควรจะต้องมีกลไกในการตรวจสอบ เมื่อมาเห็นข้อเท็จจริง ต้องสร้างกลไกในระดับจังหวัดน่าจะไม่พอ ซึ่งอาจจะต้องเป็นกลไกในระดับกระทรวง หรือระดับสำนักนายก เพื่อดูแลเรื่องนี้ ปัญหาเกาะหลีเป๊ะเป็นปัญหาที่ลึกมากหากไม่ไปแก้ต้นตอหรือปลายเหตุ ยอมรับว่าเรื่องเกาะหลีเป๊ะค่อนข้างยาก หากไม่สามารถแก้ปัญหาบนเกาะหลีเป๊ะในครั้งนี้ได้อนาคตก็จะยิ่งยากลำบาก ทั้งกลุ่มคนดั้งเดิมที่เป็นชาวเลและพี่น้องที่เป็นผู้ประกอบการลงทุนบนเกาะหลีเป๊ะเนื่องจากที่ดินมูลค่าสูง ผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นประชากรเพิ่มขึ้น ที่ดินเท่าเดิม
เครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล พร้อมเห็นว่า บนข้อจำกัดในการเป็นโอกาส หากมีเขตวัฒนธรรมในการคุ้มครองพี่น้องชาวเลอยู่เป็นสัดส่วนสร้างวิถีให้กับพี่น้องชาวเลซึ่งก็จะไปเกี่ยวโยงกับการท่องเที่ยว แทนที่ชาวเลจะเป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยว ก็กลายเป็นส่วนเกินของการท่องเที่ยว
หาทางรัฐบาลและทางจังหวัดมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลควรจะหาวิธีการหาช่องทางในการคลี่คลายเรื่องนี้ในการทำวิกฤตให้เป็นโอกาสให้คนที่มาเที่ยวได้เห็นวิถีวัฒนธรรมและเห็นความสวยงามธรรมชาติ และนับเป็นโอกาสในการปรับปรุงเกาะ ซึ่งน่าจะสวยงามมากกว่านี้
จบ
โดยวันนี้ทางเครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล จะยื่นหนังสือผ่าน รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีใน ประเด็นนี้ถึง 3 หน่วยงาน รัฐบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ DSI ช่วยตรวจสอบเบื้องต้นรวมทั้งที่หาดปากบารา และเกาะหลีเป๊ะ ที่เป็นปัญหามีลักษณะที่ดินที่เป็นนส 3 เหมือนกันว่ามีที่มาที่ไปของเอกสารสิทธิ์ดังกล่าว