เลขา พท.หย่าศึกพิพาทที่ดินสาธารณประโยชน์บ้านน้ำเมา อ.สีคิ้ว ด้านชาวบ้านท้าพิสูจน์โวยเสียค่ารังวัดแต่ไม่ได้โฉนด

ภูมิภาค14 ต.ค. 2566 • 11:00 น.โดย  เกษม  ชนาธินาถ
เลขา พท.หย่าศึกพิพาทที่ดินสาธารณประโยชน์บ้านน้ำเมา อ.สีคิ้ว ด้านชาวบ้านท้าพิสูจน์โวยเสียค่ารังวัดแต่ไม่ได้โฉนด

วันที่ 14 ตุลาคม ที่บ้านน้ำเมา หมู่ที่ 6 ต.ลาดบัวขาว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา นายประเสริฐ  จันทรรวงทอง รมว.ดีอีเอส ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) พร้อมนายพชร  จันทรรวงทอง ส.ส เขต 13 จ.นครราชสีมา พท. ในฐานะ ส.ส เขตพื้นที่และนายสมชาย  อำพันกาญจน์ นายอำเภอสีคิ้วและเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาสีคิ้ว ลงพื้นที่พบราษฎรที่มีปัญหาพิพาทที่สาธารณะประโยชน์บ้านน้ำเมา ไทม์ไลน์ เมื่อปี 2460 ทางราชการได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่สาธารณะประโยชน์เนื้อที่ประมาณ 648 ไร่ ต่อมาหลังมีการตัดทางหลวงหมายเลข 2 ถนนมิตรภาพ ผ่านที่ดินแปลงนี้

ดงนั้นที่ดินจึงถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน ทิศเหนือเนื้อที่ประมาณ 154-1-54 ไร่ ทิศใต้ เนื้อที่ประมาณ 494-1-28 ไร่ ปี 2536 ทางราชการได้ตรวจสอบแนวเขตเพื่อหาข้อมูลและออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง แต่มีการคัดค้านและเรียกร้องผ่านทางสมัชชาเกษตรกรรายย่อยภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อให้ทางราชการแก้ไขปัญหา เป้าหมายขอให้ทางราชการออกเอกสารสิทธิ์ให้ อำเภอสีคิ้วจึงได้สำรวจรังวัดทำแผนที่เพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงและทำรายละเอียดแปลงที่ดินที่ราษฎรบุกรุกถือครอง ปรากฏมีบุกรุกถือครองรวม 80 ราย 98 แปลงเนื้อที่ 169-3-86 ไร่ จึงได้นำผลการสำรวจเสนอคณะกรรมการประสานการแก้ไขปัญหาบุกรุกที่ดินของรัฐส่วนจังหวัดนครราชสีมา (กปร.ส่วนจังหวัด) พิจารณา โดยมีมติให้ตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อตรวจสอบและสอบสวนสิทธิ์ราษฎรผู้บุกรุกโดยให้ดำเนินการและได้แยกกลุ่มพิจารณาได้ 4 กลุ่มคือ มีหลักฐานโฉนดออกในปี 2530 -2536 จำนวน 20 ราย 21 แปลง มีหลักฐาน นส.3 (ปี2533 ) จำนวน 1 ราย 3 แปลง มีเอกสารอื่นๆเช่น ภบท.6 จำนวน 32 ราย 35 แปลง และไม่มีหลักฐาน 27 ราย รวม 86 แปลง

ขณะที่เจ้าหน้าที่ สนง.ที่ดิน ชี้แจงขั้นตอนสามารถดำเนินการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) เป็นเอกสารที่ราชการจัดทำขึ้นเพื่อบอกแนวเขตที่ดินของรัฐให้ชัดเจน เพื่อให้ทราบที่ดินติดกับเขตที่ดินของรัฐอยู่ที่ใด อ้างเป็นการป้องกันการบุกรุกที่ดินและการใช้ประโยชน์ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทำให้ชาวบ้านไม่พอใจ เนื่องจาก น.ส.ล มิใช่หนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน นายประเสริฐ ต้องคอยพูดให้บรรยากาศคลายความตึงเครียดรับจะดำเนินให้ความเป็นธรรม

ขณะที่ นายบรรณวิทย์  อุ่นจันทึก อายุ 70 ปี ตัวแทนราษฎรเปิดเผยว่า เราความต้องการให้ภาครัฐออกโฉนดที่ดินให้ทั้งหมด ที่ดินผืนดังกล่าวมีหลักฐานระบุบรรพบุรุษได้จับจองมาหลายชั่วอายุคน ที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิกเฉยไม่มีความชัดเจนและไม่ช่วยเหลือ มีแต่โยนปัญหากันไปมา ปล่อยให้ชาวบ้านเดือดร้อน ปัญหาก็ยืดเยื้อมานานหลายสิบปี รวมทั้งใช้อำนาจทางกฎหมายตัดแบ่งที่ดินให้ชาวบ้านเสียสิทธิ์อีก เราก็เคลื่อนไหวต่อสู้เดินทางไปยื่นหนังสือหลายหน่วยงานรวมทั้งรัฐบาลแต่ไม่มีแสงสว่างปลายอุโมงค์ หลังเรียกร้องอย่างต่อเนื่องกับภาครัฐจนนำมาสู่การพิสูจน์ด้วยภาพถ่ายทางอากาศ ปี 2495 เพื่อยืนยันสิทธิ์ ปรากฏร่องรอยชาวบ้านอาศัยอยู่มาก่อนและมีใบเหยียบย่ำ จากนั้นได้ดำเนินการรังวัดที่ดินเสียค่าใช้จ่ายไม่ต่ำกว่ารายละ 3,000 บาท ปรากฏไม่มีการออกโฉนดหรือดำเนินการให้แต่อย่างใด ซึ่งแต่ละรายก็ถือครอง 50-150 ตารางวา และเป็นบ้านพักอาศัยไม่ใช่ที่ดินผืนใหญ่

ด้าน นายประเสริฐ กล่าวว่า ที่ดินแปลงนี้ประชาชนครอบครองมาเป็นระยะเวลาหลาย 10 ปี ได้พยายามออกเอกสารสิทธิ์ที่เป็นโฉนดให้ได้ ปี 2537 มติคณะรัฐมนตรีให้พิสูจน์สิทธิ์ มีการออกรังวัดเตรียมจะออกโฉนด แต่เรื่องก็เงียบหายไป ประชาชนอยากให้ทางราชการได้ออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินแปลงนี้ จึงจำเป็นต้องทราบข้อเท็จจริง รวมทั้งความเป็นมาของที่ดินแปลงนี้เป็นเช่นไร หากสามารถพิสูจน์สิทธิ์และชี้ให้เห็นร่องรอยหลักฐานการอาศัยอยู่มาก่อน ทางราชการก็ควรออกโฉนดให้ แนวทางการแก้ไขปัญหา ต้องพิสูจน์สิทธิ์ตามที่กฎหมายกำหนด กรณีหลักฐานไม่เพียงพอสามารถนำเข้าโครงการจัดรูปที่ดิน เพื่อให้ประชาชนได้ครอบครองอย่างถูกต้อง