ห้องภาพของพ่อ “ป้าลินจง” ช่างภาพกล้องฟิล์มรุ่นเก๋า เล่าประวัติศาสตร์ผ่านภาพถ่าย
นางลินจง โกยะวาทิน หรือ ป้าลินจง ในวัย 75 ปี เจ้าของห้องภาพนครศิลป์ ที่ปัจจุบันถูกจัดเป็นพิพิธภัณฑ์แหล่งเรียนรู้ห้องถ่ายภาพรูปของพ่อ พาเดินชมภาพถ่ายฝีมือคุณพ่อที่มีอายุนับ 100 ปี เป็นภาพถ่ายโดยใช้แสงอาทิตย์ สมัยยังไม่มีไฟฟ้าใช้ สมัยนั้นช่างภาพจะใช้ฟิล์ม 120 จะให้ภาพขาวดำที่ดูเหมือนธรรมชาติมาก มีทั้งภาพคุณพ่อเอง และภาพบุคคลที่มาถ่ายไว้ พร้อมโชว์กล้องที่เก็บสะสมไว้
อีกด้านหนึ่งของพิพิธภัณฑ์ เป็นภาพที่ใช้กล้องไม้ ใช้ไฟโคม 2 ดวง เป็นฟิล์มกระจก ภาพที่ได้ก็เป็นผลงานของพี่ชาย และของป้าลินจงเอง อายุราวๆ 60 ปี ป้าลินจงเล่าให้ฟังพร้อมกับขยับตัวกล้องไม้ที่ขาดอะไหล่บางตัวก็สามารถใช้ได้เหมือนปกติมาสาธิตการถ่ายให้ดู ประกอบกับภาพที่ติดไว้ข้างฝา ภาพมุมนี้จะมีภาพสีติดแซมอยู่บ้าง ป้าลินจงบอกว่า ภาพสีจะเข้ามาเมื่อประมาณ ปี 2516
พิพิธภัณฑ์ภาพถ่ายห้องภาพนครศิลป์ เกิดจากความตั้งใจของ ป้าลินจง วัย 75 ปี ที่คิดเพียงจะเก็บภาพในอดีตเมื่อ 100 ปีก่อน จัดให้เป็นหมวดหมู่ ง่ายต่อการค้นหาเท่านั้น ไม่ได้คิดเผยแพร่แต่เมื่อมีการรับรู้จากสื่อ พิพิธภัณฑ์ฯแห่งนี้จึงเป็นเสมือนห้องสมุดที่เล่าเรื่องราวในอดีตได้อย่างแจ่มชัด
ภาพถ่ายในอดีตที่ป้าลินจงไม่เคยนับ อาจเพราะมีเยอะมาก ถูกจัดไว้เป็นโซน โซนภาพในหลวง และโซนผลงานที่ถ่ายกับแสงอาทิตย์ โซนที่ถ่ายกับไฟโคม ภาพบุคคลต่างๆ นอกจากนั้นยังมี ห้องถ่ายปัจจุบัน
สำหรับโซนภาพในหลวง ก็เป็นภาพถ่ายครั้งในหลวงเสด็จมาจังหวัดสตูลทั้ง 4 ครั้ง ครั้งที่ 2และครั้งที่ 4 ที่ป้าลินจง มีโอกาสได้ถ่าย รู้สึกประทับใจเป็นอย่างมาก ครั้งในหลวงทรงเสด็จมายกช่อฟ้าที่วัดดุลยาราม ปลัดจังหวัดในสมัยนั้น บอกต้องถ่ายให้ติดทุกคนนะ เพราะรับปากกับทุกคนแล้วว่าจะมีภาพถ่ายให้ ป้าลินจง เล่าด้วยรอยยิ้มความปลาบปลื้ม
ภาพถ่ายจากกล้องฟิล์ม บอกเล่าเรื่องราวในอดีตได้ดี เพราะความเป็นธรรมชาติ นั่นคือเสน่ห์ของภาพถ่ายจากกล้องฟิล์ม ผิวหน้า ผิวหนังจะดูเป็นธรรมชาติมาก ต่างจากภาพจากกล้องดิจิตอลที่ดูเนียนๆไปหมด ป้าลินจง บอกถึงเสน่ห์ของกล้องฟิล์ม ซึ่งส่วนตัวก็ไม่ได้เรียนจากโรงเรียน แต่ได้เรียนรู้จากธุรกิจครอบครัว อายุ 12 ขวบ ก็เริ่มทำงานแล้ว เริ่มจากทำอะไรง่ายๆที่เสียหายน้อยที่สุด ตั้งแต่การทำกรอบรูป การล้างรูป จนมีโอกาสได้ถ่ายรูปทั้งในและนอกสถานที่ ด้วยห้องภาพนครศิลป์ เป็นร้านถ่ายรูป ภาพส่วนใหญ่ในพิพิธภัณฑ์ฯ ก็จะเป็นภาพบุคคล และจะมีภาพที่ถ่ายนอกสถานที่เช่น งานแต่ง งานบุญ งานศพ ขึ้นบ้านใหม่ อยู่ด้วย
ป้าลินจง เป็นคนเดียวจาก 9 ที่น้องที่สืบทอดธุรกิจห้องภาพของครอบครัว และก็ไม่มีใครสานต่อธุรกิจ การเปิดพิพิธภัณฑ์นี้จึงเป็นเสมือนแหล่งเก็บภาพที่มีอยู่ไม่ให้สูญหายไป นอกจากนี้ภาพบางส่วนได้ถูกส่งไปยัง “จดหมายเหตุ” เพื่อให้คนในอนาคตอีก 50 ปี ได้ดูภาพในอดีต
การก้าวผ่านจากช่างภาพกล้องฟิล์ม ไปสู่ ยุคดิจิตอล ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับป้าลินจง ซึ่งคิดว่า ชีวิตช่างภาพจะจบและสิ้นสุดลงที่กล้องฟิล์ม จึงไม่ได้เรียนรู้ดิจิตอลเลย กระทั้งในปี 2557 ป้าลินจงได้รับรางวัลเกียรติยศ “ศิลปินนักถ่ายภาพไทย” จาก สมาพันธ์สมาคมการถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ขึ้นไปรับโล่ในงานโฟโต้แฟร์จากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ จึงนึกต่อว่าเรารับโล่มาแล้ว แต่เราไม่มีอาวุธเลยมันคงจบอยู่แค่นั้น ก็ได้ไปซื้อกล้องที่งานโฟโต้แฟร์ ซื้อมาแล้วยังไม่กล้าถ่ายเพราะต้องเรียนรู้อีกเยอะ กระทั้งมีโอกาสถ่ายงานพิธีการ งานของในหลวงซึ่งพระองค์ท่านจากไปใหม่ๆ ภาพก็จะเก็บไว้หมด
“จะทำอะไรก็ต้องทำให้สำเร็จ” ..เป็นคติที่ป้าลินจงยึดไว้ ทำให้วันนี้มีภาพแห่งความทรงจำบอกเล่าเรื่องราวในอดีตมากมาย จากช่างภาพรุ่นเก๋าที่ไม่ได้เรียนรู้จากห้องเรียน